ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5474/2550
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
โจทก์
บริษัทประยูร อินเตอร์ฟู้ด จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383, มาตรา 728
ป.วิ.พ. มาตรา 40, มาตรา 41, มาตรา 93 (1), มาตรา 125, มาตรา 245 (1), มาตรา 247
ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยเป็นไข้ มีอาการวิงเวียนศีรษะ ส่วนที่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าป่วยเป็นไข้หวัดนั้น โดยไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันว่าป่วยถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวประกอบกับการขอเลื่อนคดีหลายครั้งเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่สั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีก่อนเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้ว และคำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าวปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกไปซื้อยามารับประทานแล้วนอนพักผ่อน แสดงว่าอาการเจ็บป่วยของทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 เป็นการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และไม่มีความจำเป็นต้องตั้งเจ้าพนักงานหรือแพทย์ไปตรวจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 และมาตรา 41
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ไม่ถูกต้องเพราะความจริงแล้ว อ. ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการในนามโจทก์ อีกทั้งหนังสือรับรองดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ อ. จึงไม่มีอำนาจกระทำการในนามโจทก์เท่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้แต่เพียงว่า อ. ไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ และหนังสือดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีต้นฉบับ หรือว่าต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้คัดค้านเอกสารดังกล่าวไว้แล้ว ประกอบกับขณะที่โจทก์นำสืบเอกสารดังกล่าว พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมหาชน มี อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามหนังสือรับรองพร้อมสำเนาหมาย จ.13 แสดงว่าโจทก์ได้นำเอาต้นฉบับเอกสารมาแสดงให้ศาลชั้นต้นดูด้วย แล้วขอส่งสำเนาเอกสารไว้แทนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับของเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับ ศาลชั้นต้นย่อมรับฟังสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (1) และมาตรา 125 ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ระบุว่า กรรมการคนใดคนหนึ่งของบริษัทโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทโจทก์และผูกพันบริษัทโจทก์ได้ อ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแทนบริษัทโจทก์ได้ ไม่จำต้องประทับตราของบริษัทโจทก์ ส่วนการระบุฐานะของผู้มอบอำนาจนั้นไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับว่าการลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจต้องระบุฐานะของผู้มอบอำนาจด้วย ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจ่าหน้าซองตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้องปรากฏว่าส่งไม่ได้ พนักงานไปรษณีย์ได้ระบุข้อขัดข้องไว้ที่หน้าซองจดหมายว่าไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า และได้ออกใบแจ้งความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรับจดหมาย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ แสดงว่าพนักงานไปรษณีย์พบบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ส่งจดหมายไม่ได้เพราะไม่มีบุคคลใดลงชื่อรับจดหมาย โจทก์จึงได้ประกาศบอกกล่าวบังคับจำนองทางหนังสือพิมพ์ ถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งคำบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 แล้ว
สัญญาขายลดตั๋วเงิน ข้อ 2 ที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลด และโจทก์เรียกเก็บเงินตามตั๋วเงินนั้นไม่ได้เมื่อถึงวันกำหนดใช้เงินนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากอัตราส่วนลดเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในกรณีลูกหนี้ผิดนัด ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้ยึดทรัพย์ที่จำนองทั้ง 3 รายการมาชำระหนี้โจทก์โดยคิดดอกเบี้ยหนี้จำนองในวันก่อนทำสัญญาและวันทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะดอกเบี้ยหนี้จำนองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คซึ่งเป็นหนี้ประธาน
เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยลดลงผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมจะต้องรับผิดลดลงด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วมและเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ยื่นฎีกาขึ้นมาด้วยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 4,067,886.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,461,516 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยที่ 1 และที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,461,516 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 606,370.12 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดเครื่องจักรของจำเลยที่ 1 มาชำระในวงเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไป กับให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99123, 99124 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดบังคับจำนองในวงเงิน 3,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไป กับให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99125, 99126 พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,067,886.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 3,461,516 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอเลื่อนคดีหลายครั้ง ในวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรกวันที่ 29 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นกำชับให้จำเลยเตรียมพยานมาศาลให้พร้อม นัดหน้าศาลจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดวันที่ 20 เมษายน 2542 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างลอยๆ ว่า จำเลยที่ 2 ไปส่งสินค้าต่างจังหวัดไม่สามารถมาเบิกความได้ ซึ่งไม่มีเหตุผลสมควร แต่ศาลชั้นต้นก็ยังยินยอมอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มากอยู่แล้ว โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลื่อนคดีมาอีกถึง 2 เดือน และทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงว่า หากนัดหน้าจำเลยที่ 2 ไม่มาถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน ปรากฏว่าเมื่อถึงนัดหน้าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 ก็ไม่มาศาลอีกโดยทนายความอ้างลอยๆ เช่นเดิมอีกว่า จำเลยที่ 2 ป่วยเป็นไขหวัด ส่วนทนายความเป็นไข้ไม่สามารถมาศาลได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และทนายความไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยเจ็บถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่สั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนคดีก่อนเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยก่อนหรือไม่ว่า จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยจริงหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ป่วยเป็นไข้ มีอาการวิงเวียนศีรษะ ส่วนจำเลยที่ 2 แจ้งว่าป่วยเป็นไข้หวัดเท่านั้น โดยไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันว่าป่วยถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ ประกอบกับตามคำร้องขอเลื่อนคดีดังกล่าวปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกไปซื้อยามารับประทานแล้วนอนพักผ่อน แสดงว่าอาการเจ็บป่วยของทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตัวจำเลยที่ 2 เป็นการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และไม่มีความจำเป็นต้องตั้งเจ้าพนักงานหรือแพทย์ไปตรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 และมาตรา 41 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่าศาลชั้นต้นรับฟังสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.13 เป็นพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำให้การโต้แย้งคัดค้านไว้ชัดแจ้งแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โต้แย้งคัดค้านการนำสำเนาเอกสารหมาย จ.13 มาสืบ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.13 เป็นสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า หนังสือรับรองตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไม่ถูกต้องเพราะความจริงแล้วนายอมรไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ และไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการในนามโจทก์ อีกทั้งหนังสือรับรองดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ นายอมรจึงไม่มีอำนาจกระทำการในนามโจทก์ เท่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสู้แต่เพียงว่านายอมรไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์ และหนังสือดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีต้นฉบับ หรือว่าต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ใปประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้คัดค้านเอกสารดังกล่าวไว้แล้ว ประกอบกับขณะที่โจทก์นำสืบเอกสารดังกล่าวนางพัชนีรัตน์พยานโจทก์เบิกความว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมหาชน มีนายอมรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามหนังสือรับรองพร้อมสำเนาหมาย จ.13 แสดงว่าโจทก์ได้นำเอาต้นฉบับเอกสารมาแสดงให้ศาลชั้นต้นดูด้วย แล้วขอส่งสำเนาเอกสารคือเอกสารหมาย จ.13 ไว้แทนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งคัดค้านถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับของเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับ ศาลชั้นต้นย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.13 เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (1) และมาตรา 125 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจให้นายชนินทร์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีการระบุฐานะของผู้มอบอำนาจและไม่ประทับตราสำคัญของโจทก์ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.13 ระบุว่า กรรมการคนใดคนหนึ่งของบริษัทโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทโจทก์และผูกพันบริษัทโจทก์ได้ นายอมรเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแทนบริษัทโจทก์ได้ ไม่จำต้องประทับตราของบริษัทโจทก์ ส่วนการระบุฐานะของผู้มอบอำนาจนั้นไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับว่าการลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจต้องระบุฐานะของผู้มอบอำนาจด้วย ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองส่งถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจ่าหน้าซองตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้อง ปรากฏว่าส่งไม่ได้ พนักงานไปรษณีย์ได้ระบุข้อขัดข้องไว้ที่หน้าซองจดหมายว่า ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า และได้ออกใบแจ้งความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรับจดหมาย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ แสดงว่าพนักงานไปรษณีย์พบบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ส่งจดหมายไม่ได้เพราะไม่มีบุคคลใดลงชื่อรับจดหมาย โจทก์จึงได้ประกาศบอกกล่าวบังคับจำนองทางหนังสือพิมพ์สายกลาง หลักจากนั้นอีก 1 เดือนเศษโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ เจ้าพนักงานศาลได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังภูมิลำเนาเช่นเดิม ปรากฏว่าส่งได้โดยวิธีปิดหมายและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จริงโดยวิธีปิดหมาย การที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทางไปรษณีย์ ณ ภูมิลำเนาที่แท้จริงของจำเลย แต่ไม่มีบุคคลใดยอมรับ โจทก์จึงใช้วิธีประกาศคำบอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบทางหนังสือพิมพ์ถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งคำบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจำนองกับโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า นางพัชนีรัตน์ไม่ใช่ประจักษ์พยานในการทำสัญญาและไม่เกี่ยวข้องกับสัญญา คำเบิกความของนางพัชนีรัตน์จึงรับฟังไม่ได้ เห็นว่า ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องนี้ ศาลต้องวินิจฉัยชั่งน้ำหนักจากพยานหลักฐานทั้งหมด มิใช่ดูแต่คำเบิกความของนางพัชนีรัตน์อย่างเดียว นางพัชนีรัตน์มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยสินเชื่อของธนาคารโจทก์ สาขาบางซื่อ แม้จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญากู้ สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง แต่นางพัชนีรัตน์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เป็นผู้ดูแลลูกหนี้รายนี้ หมายถึง ดูแลหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 มาขอวงเงินขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ และนำตั๋วเงินมาขายลดหลายครั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเครื่องจักรต่อโจทก์ โดยนางพัชนีรัตน์เบิกความเป็นพยานโจทก์และมีเอกสารมาแสดง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบต่อสู้คดีแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ
อนึ่ง ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินข้อ 2 ที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลด และโจทก์เรียกเก็บเงินตามตั๋วเงินนั้นไม่ได้ เมื่อถึงวันกำหนดใช้เงินนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากอัตราส่วนลดเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในกรณีลูกหนี้ผิดนัด ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ศาลฎีกาเห็นสมควรลดดอกเบี้ยในส่วนที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดลงเหลืออัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นอกจากนี้ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่กำหนดให้ยึดทรัพย์ที่จำนองทั้ง 3 รายการ มาชำระหนี้โจทก์โดยคิดดอกเบี้ยหนี้จำนอง นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 วันที่ 28 ธันวาคม 2538 และวันที่ 28 ตุลาคม 2538 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะในวันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์และก่อนทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ดอกเบี้ยหนี้จำนองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คซึ่งเป็นหนี้ประธานจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยลดลง ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมจะต้องรับผิดลดลงด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วมและเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ยื่นฎีกาขึ้นมาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,461,516 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี จากต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คแต่ละฉบับปฏิเสธการจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540) ต้องไม่เกิน 606,370.12 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หนี้จำนองให้เป็นไปตามหนี้ประธานโดยคิดดอกเบี้ยหนี้จำนองได้นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ส่วนดอกเบี้ยเป็นไปตามสัญญาจำนอง แต่อัตราดอกเบี้ยของหนี้จำนองและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(มานัส เหลืองประเสริฐ-เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ