คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6959/2551 ฉบับเต็ม

#413182
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6959/2551 นางสมจันทร์ ม่วงอ่ำ โจทก์ นายวงษา อรชุน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยให้การตอนแรกว่าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่กลับให้การตอนหลังว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ไม่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง เนื่องจากการที่ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิดโดยเถียงว่าหนี้ขาดอายุความนั้นหาได้มีข้อจำกัดว่าลูกหนี้จะยกขึ้นต่อสู้ได้เฉพาะในกรณีที่ยังมิได้มีการชำระหนี้เท่านั้นไม่ การที่จำเลยให้การตัดฟ้องโจทก์ในตอนหลังว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่อาจแปลความหมายได้ว่า จำเลยยังมิได้ชำระหนี้ คำให้การของจำเลยจึงมิได้ขัดแย้งกันเอง จำเลยให้การโดยระบุเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะมีการซื้อขายสินค้ากันเมื่อปี 2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2548 นั้น เป็นการต่อสู้เรื่องอายุความในกรณีผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาค่าสินค้าตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ทั้งนี้โดยจำเลยไม่จำต้องอ้างมาตราในกฎหมายมาในคำให้การ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมายเอง คำให้การของจำเลยจึงชัดแจ้ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 182,050 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบ หรือไม่ เนื่องจากจำเลยให้การตอนแรกว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่กลับให้การตอนหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ซึ่งนัยสำคัญว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ก่อให้เกิดประเด็นในเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิดโดยเถียงว่าหนี้ขาดอายุความ หาได้มีข้อจำกัดว่าลูกหนี้จะยกขึ้นต่อสู้ได้แต่เฉพาะในกรณีที่ยังมิได้มีการชำระหนี้เท่านั้นไม่ การที่จำเลยให้การตัดฟ้องโจทก์ในตอนหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่อาจแปลความหมายได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ คำให้การของจำเลยจึงมิได้ขัดแย้งกันเองแต่จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความลอยๆ จึงไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการต่อสู้อายุความในกรณีใดและเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดนั้น ดังนั้น แม้จำเลยให้การโดยระบุเพียงวา คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะมีการซื้อขายสินค้ากันเมื่อปี 2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2548 ก็เห็นได้ว่าจำเลยต่อสู้อายุความในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่จำต้องอ้างมาตราในกฎหมายมาในคำให้การเพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมายเอง คำให้การของจำเลยจึงชัดแจ้งและทำให้คดีมีประเด็นในเรื่องอายุความดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นยกอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ขึ้นปรับแก่คดีและวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ชาลี ทัพภวิมล-คำนวน เทียมสอาด) ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1285/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ654/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1093/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413182
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์",
        "judge": "นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007643"
    }
}
date
2551
deka_no
6959/2551
deka_running_no
6959
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "คำนวน เทียมสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสมจันทร์ ม่วงอ่ำ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวงษา อรชุน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 182,050 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบ หรือไม่ เนื่องจากจำเลยให้การตอนแรกว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่กลับให้การตอนหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ซึ่งนัยสำคัญว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ก่อให้เกิดประเด็นในเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิดโดยเถียงว่าหนี้ขาดอายุความ หาได้มีข้อจำกัดว่าลูกหนี้จะยกขึ้นต่อสู้ได้แต่เฉพาะในกรณีที่ยังมิได้มีการชำระหนี้เท่านั้นไม่ การที่จำเลยให้การตัดฟ้องโจทก์ในตอนหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่อาจแปลความหมายได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ คำให้การของจำเลยจึงมิได้ขัดแย้งกันเองแต่จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความลอยๆ จึงไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการต่อสู้อายุความในกรณีใดและเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดนั้น ดังนั้น แม้จำเลยให้การโดยระบุเพียงวา คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะมีการซื้อขายสินค้ากันเมื่อปี 2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2548 ก็เห็นได้ว่าจำเลยต่อสู้อายุความในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่จำต้องอ้างมาตราในกฎหมายมาในคำให้การเพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมายเอง คำให้การของจำเลยจึงชัดแจ้งและทำให้คดีมีประเด็นในเรื่องอายุความดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นยกอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ขึ้นปรับแก่คดีและวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ654/2548
primary_red_case_no
พ1093/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000602.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1285/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551