คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2544 ฉบับเต็ม

#41319
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2544 นาย พรณรงค์ กิตติศักดิ์ทวีกุล โจทก์ บริษัท ส.ภานุรังษี จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 โจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 และส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ศาลชั้นต้นรับเอกสารนั้นไว้เป็นพยานโจทก์และนำมาวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานเอกสารของโจทก์เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวและมิได้ส่งสำเนาให้จำเลย ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 45 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 168,000 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 25,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เมื่อวันที่ 25 กันยายน2542 โจทก์ขอจับมือนางหงษ์ฟ้า จิตวรานนท์ ซึ่งทำหน้าที่มัคคุเทศน์นำลูกค้าของบริษัทนำเที่ยวไปรับประทานอาหารที่โรงแรมของจำเลยขณะจับมือโจทก์ใช้นิ้วชี้สะกิดกลางมือนางหงษ์ฟ้าในทำนองล่วงเกินแม้เป็นการกระทำที่เกินเลยไปบ้างก็อาจเป็นการกระทำในทำนองหยอกเย้าเพื่อนฝูงและโจทก์ได้ขอโทษสามีนางหงษ์ฟ้า จนนางหงษ์ฟ้ากับสามีไม่ติดใจเอาเรื่องแก่โจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจโรงแรมจำเลยตามที่สามีนางหงษ์ฟ้าขู่ว่าจะไม่นำนักท่องเที่ยวมารับประทานอาหารที่โรงแรมของจำเลย กรณีไม่ต้องด้วยระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 10 ข้อ 11.4 และข้อ 12.16 และไม่เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง การตักเตือนตามเอกสารหมาย ล.6 ล.7 เป็นคนละเหตุกับคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 168,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์จับมือนางหงษ์ฟ้า จิตวรานนท์ และใช้นิ้วชี้สะกิดกลางมือนางหงษ์ฟ้าเป็นการล่วงเกินและเชิญชวนร่วมเพศ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรง นายสมชัย บรรณเกียรติ์ พยานจำเลยเบิกความว่าเคยตักเตือนโจทก์ในเรื่องชู้สาว โจทก์มิได้คัดค้าน จึงฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับในข้อดังกล่าว และเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน แต่ศาลแรงงานกลางมิได้หยิบยกคำเบิกความของนายสมชัยขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของโจทก์ต่อนางหงษ์ฟ้าในทำนองล่วงเกิน แม้เป็นการกระทำที่เกินเลยไปบ้างก็อาจเป็นไปทำนองหยอกเย้าเพื่อนฝูง จึงไม่เป็นการกระทำผิดร้ายแรง ทั้งการจะรับฟังพยานปากใดเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์จำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ข้อ 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้อ้างเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลย ศาลแรงงานกลางรับฟังเอกสารดังกล่าวโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 และส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ศาลแรงงานกลางรับเอกสารหมาย จ.1 ไว้เป็นพยานโจทก์และนำมาวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 10 ถือว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าพยานเอกสารของโจทก์เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวและมิได้ส่งสำเนาให้จำเลย ศาลแรงงานกลางก็มีอำนาจรับฟังเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 45 อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มงคล คุปต์กาญจนากุล-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-กมล เพียรพิทักษ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41319
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061597"
    }
}
date
2544
deka_no
7198/2544
deka_running_no
7198
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "มงคล คุปต์กาญจนากุล",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "กมล เพียรพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 45"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย พรณรงค์ กิตติศักดิ์ทวีกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ส.ภานุรังษี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 168,000 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 25,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เมื่อวันที่ 25 กันยายน2542 โจทก์ขอจับมือนางหงษ์ฟ้า จิตวรานนท์ ซึ่งทำหน้าที่มัคคุเทศน์นำลูกค้าของบริษัทนำเที่ยวไปรับประทานอาหารที่โรงแรมของจำเลยขณะจับมือโจทก์ใช้นิ้วชี้สะกิดกลางมือนางหงษ์ฟ้าในทำนองล่วงเกินแม้เป็นการกระทำที่เกินเลยไปบ้างก็อาจเป็นการกระทำในทำนองหยอกเย้าเพื่อนฝูงและโจทก์ได้ขอโทษสามีนางหงษ์ฟ้า จนนางหงษ์ฟ้ากับสามีไม่ติดใจเอาเรื่องแก่โจทก์ การกระทำของโจทก์ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจโรงแรมจำเลยตามที่สามีนางหงษ์ฟ้าขู่ว่าจะไม่นำนักท่องเที่ยวมารับประทานอาหารที่โรงแรมของจำเลย กรณีไม่ต้องด้วยระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 10 ข้อ 11.4 และข้อ 12.16 และไม่เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง การตักเตือนตามเอกสารหมาย ล.6 ล.7 เป็นคนละเหตุกับคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 168,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์จับมือนางหงษ์ฟ้า จิตวรานนท์ และใช้นิ้วชี้สะกิดกลางมือนางหงษ์ฟ้าเป็นการล่วงเกินและเชิญชวนร่วมเพศ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างร้ายแรง นายสมชัย บรรณเกียรติ์ พยานจำเลยเบิกความว่าเคยตักเตือนโจทก์ในเรื่องชู้สาว โจทก์มิได้คัดค้าน จึงฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับในข้อดังกล่าว และเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน แต่ศาลแรงงานกลางมิได้หยิบยกคำเบิกความของนายสมชัยขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของโจทก์ต่อนางหงษ์ฟ้าในทำนองล่วงเกิน แม้เป็นการกระทำที่เกินเลยไปบ้างก็อาจเป็นไปทำนองหยอกเย้าเพื่อนฝูง จึงไม่เป็นการกระทำผิดร้ายแรง ทั้งการจะรับฟังพยานปากใดเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์จำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ข้อ 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้อ้างเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลย ศาลแรงงานกลางรับฟังเอกสารดังกล่าวโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 และส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ศาลแรงงานกลางรับเอกสารหมาย จ.1 ไว้เป็นพยานโจทก์และนำมาวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 10 ถือว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าพยานเอกสารของโจทก์เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้โจทก์มิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวและมิได้ส่งสำเนาให้จำเลย ศาลแรงงานกลางก็มีอำนาจรับฟังเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 45 อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001087.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544