คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2551 ฉบับเต็ม

#413191
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2551 นางสำเภา ชมจำปี โดยนายบุญช่วย ชมจำปี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก โจทก์ นางสำอางค์ ธงเงิน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 406 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย ก็ย่อมจำเป็นต้องถมดินเพื่อปรับระดับพื้นให้สูงพ้นจากน้ำท่วม อันเป็นการกระทำเพื่อครอบครองใช้สอยที่ดินพิพาทของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้ว่าขณะนั้นโจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่า จำเลยกำลังร้องขอต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อขอซื้อที่ดินพิพาทกับได้ฟ้องร้องต่อโจทก์ทั้งสอง แต่ก็ยังมิได้มีผลแพ้ชนะกันออกมา ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่ดินของตน จึงไม่อาจฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาในราคาเดียวกับราคาที่โจทก์ทั้งสองซื้อมา จำเลยจึงได้ดินถมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดิน และได้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อเทียบกับราคาที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้ถม ดินถมดังกล่าวและมูลค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยจึงต้องชดใช้ราคาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองถมที่ดินไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ราคาดินที่โจทก์ทั้งสองถมไปบนที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 400 คันรถบรรทุก ในราคาคันละ 550 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองแทนการขุดตักดินออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสำเภา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นายบุญช่วยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมมีสภาพเป็นที่ราบลุ่มใช้ทำนา โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยก็ย่อมจำเป็นต้องถมดินเพื่อปรับระดับพื้นให้สูงพ้นจากน้ำท่วมอันเป็นการกระทำเพื่อครอบครองใช้สอยที่ดินพิพาทของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ว่าขณะนั้นจำเลยจะได้โต้แย้งไม่ให้ถมดิน และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลกุฎี กับต่อมาได้ฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ แต่ก็ยังมิได้มีผลแพ้ชนะกันออกมา จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะหรือไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่ดินของตนจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาในราคาเดียวกับราคาที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางแป้งหอมแต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้นำดินมาถมที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยจึงได้ดินถมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินและได้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อเทียบกับราคาที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้ถม ดินถมดังกล่าวและมูลค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นนั้นถือว่าเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พินิจ บุญชัด-พันวะสา บัวทอง) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายวชิระ เนตรน้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายรัถยา สัตยาบัน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.571/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1225/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413191
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายวชิระ เนตรน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายรัถยา สัตยาบัน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008448"
    }
}
date
2551
deka_no
5817/2551
deka_running_no
5817
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พินิจ บุญชัด",
    "พันวะสา บัวทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 406"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางสำเภา ชมจำปี โดยนายบุญช่วย ชมจำปี"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสำอางค์ ธงเงิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ราคาดินที่โจทก์ทั้งสองถมไปบนที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 400 คันรถบรรทุก ในราคาคันละ 550 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองแทนการขุดตักดินออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นางสำเภา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม นายบุญช่วยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ดินพิพาทเดิมมีสภาพเป็นที่ราบลุ่มใช้ทำนา โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยก็ย่อมจำเป็นต้องถมดินเพื่อปรับระดับพื้นให้สูงพ้นจากน้ำท่วมอันเป็นการกระทำเพื่อครอบครองใช้สอยที่ดินพิพาทของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ว่าขณะนั้นจำเลยจะได้โต้แย้งไม่ให้ถมดิน และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลกุฎี กับต่อมาได้ฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ แต่ก็ยังมิได้มีผลแพ้ชนะกันออกมา จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะหรือไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยที่ดินของตนจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาในราคาเดียวกับราคาที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางแป้งหอมแต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้นำดินมาถมที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยจึงได้ดินถมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินและได้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อเทียบกับราคาที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้ถม ดินถมดังกล่าวและมูลค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นนั้นถือว่าเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ1225/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000609.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.571/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551