คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2551 ฉบับเต็ม

#413193
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2551 นายสันติ วสุนธรา โจทก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2), มาตรา 302 คำฟ้องโจทก์อ้างว่า เดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น และได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ขายทอดตลาดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นได้ว่าคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องเช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยยอมรับชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยให้คิดยอดหนี้ที่ค้างชำระและรับชำระหนี้ต่อไป ให้จำเลยรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งสิ้นที่กระทำไปหลังการชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำบังคับในคดีเดิมแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการโต้แย้งกันในชั้นบังคับคดี โจทก์ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในคดีดังกล่าว อีกทั้งคำขอบังคับของโจทก์เป็นกรณีไม่อาจบังคับให้ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าเดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ชำระหนี้บางส่วนโดยมอบแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ให้ไว้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ออกขายทอดตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นว่า คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องของโจทก์เช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์จึงต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายสมชาย ทองสีมัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.607/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1582/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1346/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413193
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นายสมชาย ทองสีมัน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009129"
    }
}
date
2551
deka_no
4676/2551
deka_running_no
4676
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 7 (2)",
            "ม. 302"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสันติ วสุนธรา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยยอมรับชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยให้คิดยอดหนี้ที่ค้างชำระและรับชำระหนี้ต่อไป ให้จำเลยรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งสิ้นที่กระทำไปหลังการชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำบังคับในคดีเดิมแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการโต้แย้งกันในชั้นบังคับคดี โจทก์ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในคดีดังกล่าว อีกทั้งคำขอบังคับของโจทก์เป็นกรณีไม่อาจบังคับให้ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าเดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ชำระหนี้บางส่วนโดยมอบแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ให้ไว้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ออกขายทอดตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นว่า คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องของโจทก์เช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์จึงต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1582/2549
primary_red_case_no
พ1346/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000615.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.607/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551