คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4672/2551 ฉบับเต็ม

#413194
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4672/2551 นายขจรศักดิ์ ศิริอัครลาภ โจทก์ นายกรณ์ มหาลาภ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 474 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์สามารถใช้รถยนต์พิพาทได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย หาใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทไม่ ความรับผิดของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฝ-9411 กรุงเทพมหานคร มาเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปโอนขอให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะได้โอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงแก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในวันเดียวกัน พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ แบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชนให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์เอง ตามแบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนารายการจดทะเบียน และหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนรถแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงเสียก่อน... ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทเมื่อปี 2543 โจทก์ย่อมทราบถึงการดัดแปลงรถยนต์พิพาทแล้วตั้งแต่เวลานั้น แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2545 เกินกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์ใช้รถยนต์พิพาทได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย หาใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทไม่ ความรับผิดของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 5,000 บาท (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-บุญรอด ตันประเสริฐ-สนอง เล่าศรีวรกต) ศาลจังหวัดพัทยา - นายสงวน พรอิชยานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2136/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1164/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ608/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413194
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายสงวน พรอิชยานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009130"
    }
}
date
2551
deka_no
4672/2551
deka_running_no
4672
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "สนอง เล่าศรีวรกต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 474"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายขจรศักดิ์ ศิริอัครลาภ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกรณ์ มหาลาภ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฝ-9411 กรุงเทพมหานคร มาเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปโอนขอให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะได้โอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงแก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในวันเดียวกัน พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ แบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชนให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์เอง ตามแบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนารายการจดทะเบียน และหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนรถแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงเสียก่อน...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทเมื่อปี 2543 โจทก์ย่อมทราบถึงการดัดแปลงรถยนต์พิพาทแล้วตั้งแต่เวลานั้น แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2545 เกินกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์ใช้รถยนต์พิพาทได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย หาใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทไม่ ความรับผิดของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 5,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1164/2545
primary_red_case_no
พ608/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000615.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2136/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551