คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4115/2551 ฉบับเต็ม

#413195
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4115/2551 พนักงานอัยการ โจทก์ นายวิเชษฐ์ กิจวิชา กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 คำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การนี้เสียทีเดียว รับฟังได้แต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพียงแต่คำซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักนัอย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบการพิจารณาความผิดด้วย เมื่อพยานโจทก์มีเพียงคำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดเพียงปากเดียวไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 119,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (12) วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนลักชิ้นส่วนรถแทรกเตอร์ รวม 16 รายการ เป็นเงิน 119,000 บาท ของนายสิทธิชัย ผู้เสียหายผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ พยานโจทก์จึงมีแต่เพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงปากเดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ลำพังแต่เพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธตลอดมา จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดจึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 5 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-บุญส่ง กุลบุปผา) ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายสัญญา จีระออน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสุรางคนา กมลละคร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1763/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ197/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4779/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413195
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดจันทบุรี",
        "judge": "นายสัญญา จีระออน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางสุรางคนา กมลละคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009460"
    }
}
date
2551
deka_no
4115/2551
deka_running_no
4115
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "บุญส่ง กุลบุปผา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิเชษฐ์ กิจวิชา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 119,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (12) วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนลักชิ้นส่วนรถแทรกเตอร์ รวม 16 รายการ เป็นเงิน 119,000 บาท ของนายสิทธิชัย ผู้เสียหายผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ พยานโจทก์จึงมีแต่เพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงปากเดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ลำพังแต่เพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธตลอดมา จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดจึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 5 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
อ197/2542
primary_red_case_no
อ4779/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000618.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1763/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551