คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2551 ฉบับเต็ม

#413202
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2551 นางสุวกุล องค์วณิช โจทก์ นายพันธ์ศักดิ์ บุญพงษา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 719 ป.วิ.พ. มาตรา 296 ป.พ.พ. มาตรา 719 วรรคสอง ให้อำนาจแก่ผู้รับจำนองที่จะยึดเอาสิ่งปลูกสร้างอันผู้จำนองปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมกับที่ดินด้วยโดยไม่จำต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย และมิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์ไม่จำต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปด้วยจะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาแต่ประการใด ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2540 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (19 เมษายน 2542) ต้องไม่เกิน 936,164 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44023 ตำบลอรุณอมริมทร์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 ซึ่งปลูกสร้างบนทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกปลูกสร้างขึ้นภายหลังจากมีการจำนองที่ดินโดยในการจำนองที่ดินไม่ได้ระบุให้ครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จะมีขึ้นในภายหน้า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 จึงไม่ใช่ทรัพย์จำนองและไม่ใช่ทรัพย์อันต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและหมายบังคับคดี การบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้นและงดการบังคับคดีไว้ก่อนและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดดังกล่าวทั้งหมด โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์นำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 จำนองเฉพาะที่ดิน มิได้จำนองสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย ในหมายบังคับคดีระบุให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน มิได้ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้าง การที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือที่ได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จำนองที่ดินไม่ครอบไปถึงเรือนโรงอันผู้จำนองปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันจำนอง เว้นแต่จะมีข้อความกล่าวไว้โดยเฉพาะในสัญญาว่าให้ครอบไปถึง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "แต่กระนั้นก็ดีผู้รับจำนองจะให้ขายเรือนโรงนั้นรวมไปกับที่ดินด้วยก็ได้ แต่ผู้รับจำนองอาจใช้บุริมสิทธิของตนได้เพียงแก่ราคาที่ดินเท่านั้น" ตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจแก่ผู้รับจำนองที่จะยึดเอาสิ่งปลูกสร้างอันผู้จำนองปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมกับที่ดินด้วยโดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย และมิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด และที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาอีกว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อนำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย อีกทั้งไม่ได้แสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างรวมไปกับที่ดินที่จำนอง ก็จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย ก็เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดินโดยสภาพย่อมติดตรึงตรารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับที่ดินที่เป็นทรัพย์ประธาน กฎหมายจึงให้สิทธิโจทก์ที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างนั้นพร้อมกับที่ดินด้วยได้ในฐานะที่เป็นส่วนควบโดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุในคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี อีกทั้งโจทก์ไม่จำต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปด้วย จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาแต่ประการใด การยึดทรัพย์ดังกล่าวของโจทก์เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สมศักดิ์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) ศาลแพ่งธนบุรี - นางนิรมล อิ่มวิทยา ศาลอุทธรณ์ - นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.199/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1891/2543 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413202
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นางนิรมล อิ่มวิทยา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009679"
    }
}
date
2551
deka_no
3793/2551
deka_running_no
3793
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 719"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุวกุล องค์วณิช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพันธ์ศักดิ์ บุญพงษา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2540 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (19 เมษายน 2542) ต้องไม่เกิน 936,164 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44023 ตำบลอรุณอมริมทร์ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 ซึ่งปลูกสร้างบนทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกปลูกสร้างขึ้นภายหลังจากมีการจำนองที่ดินโดยในการจำนองที่ดินไม่ได้ระบุให้ครอบไปถึงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จะมีขึ้นในภายหน้า สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 95/796 จึงไม่ใช่ทรัพย์จำนองและไม่ใช่ทรัพย์อันต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและหมายบังคับคดี การบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวข้างต้นและงดการบังคับคดีไว้ก่อนและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดดังกล่าวทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์นำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 จำนองเฉพาะที่ดิน มิได้จำนองสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย ในหมายบังคับคดีระบุให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน มิได้ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้าง การที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือที่ได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดีนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จำนองที่ดินไม่ครอบไปถึงเรือนโรงอันผู้จำนองปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันจำนอง เว้นแต่จะมีข้อความกล่าวไว้โดยเฉพาะในสัญญาว่าให้ครอบไปถึง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "แต่กระนั้นก็ดีผู้รับจำนองจะให้ขายเรือนโรงนั้นรวมไปกับที่ดินด้วยก็ได้ แต่ผู้รับจำนองอาจใช้บุริมสิทธิของตนได้เพียงแก่ราคาที่ดินเท่านั้น" ตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจแก่ผู้รับจำนองที่จะยึดเอาสิ่งปลูกสร้างอันผู้จำนองปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดได้ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 พร้อมกับที่ดินด้วยโดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลระบุในหมายบังคับคดีว่าให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย และมิใช่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกเหนือจากที่ได้ระบุในหมายบังคับคดีแต่อย่างใด และที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาอีกว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อนำยึดสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วย อีกทั้งไม่ได้แสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างรวมไปกับที่ดินที่จำนอง ก็จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 719 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองด้วย ก็เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดินโดยสภาพย่อมติดตรึงตรารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับที่ดินที่เป็นทรัพย์ประธาน กฎหมายจึงให้สิทธิโจทก์ที่จะยึดสิ่งปลูกสร้างนั้นพร้อมกับที่ดินด้วยได้ในฐานะที่เป็นส่วนควบโดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุในคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี อีกทั้งโจทก์ไม่จำต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่าหากขายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมไปด้วย จะทำให้การขายทอดตลาดกระทำได้ง่ายและจะได้ราคาแต่ประการใด การยึดทรัพย์ดังกล่าวของโจทก์เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ1891/2543
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000620.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.199/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551