คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 -ที่ 295/2551 ฉบับเต็ม

#413204
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 - 295/2551 นายจุฑาพงศ์ ภู่ถาวรทรัพย์ กับพวก โจทก์ บริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แม้ว่า พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้น ๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจการนั้นพึงได้รับโดยเสมอกัน ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงต้องมีผลบังคับใช้ไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานเพื่อลดจำนวนลูกจ้าง โดยตกลงจะจ่ายค่าชดเชยให้มากกว่าอัตราตามที่กฎหมายกำหนดตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้กับโจทก์ทั้งเก้าไปบางส่วนเป็นจำนวนน้อยกว่าที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเก้าในส่วนที่ยังขาดเป็นจำนวนตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นด้วย ___________________________ คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งเก้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งเก้าฟ้องในทำนองเดียวกันว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาดคนละหนึ่งเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามอายุงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้า จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าว่า โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มจากที่ได้รับไปแล้วตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่และเพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" บทบัญญัติดังกล่าวแม้จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้นๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจการนั้นพึงได้รับโดยเสมอกัน จึงต้องรวมไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย เมื่อจำเลยกับสหภาพแรงงานคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ได้เจรจาตกลงจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 9 ว่า "ในกรณีที่บริษัทฯ ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราจ้างสุดท้าย ดังนี้ 9.1 ผู้ที่ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 2 เดือน 9.2 ผู้ที่ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 3 เดือน 9.3 ผู้ที่ทำงานครบ 6 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 6 เดือน" ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อนี้ระบุให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในอัตราที่มากกว่าที่ลูกจ้างจะได้รับหากถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น และให้ใช้ในกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานซึ่งหมายความว่ามิได้ใช้สำหรับกรณีจำเลยเลิกจ้างลูกจ้างในกรณีปกติ และมิได้ให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกจากงานเองแต่เป็นการลาออกจากงานตามความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้างจึงได้ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสงค์จะยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าทำงานอยู่จึงได้ทำหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด ยื่นข้อเสนอขอความร่วมมือให้โจทก์ทั้งเก้าลาออกอันเป็นการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้าง เพราะต้องยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งการจะลาออกหรือไม่ย่อมแล้วแต่ความสมัครใจของโจทก์ทั้งเก้า จึงเป็นกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 9 แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปบางส่วนแล้วตามหนังสือ เรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค จำกัด และใบรับเงิน แต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อต้องหักจากจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปแล้ว จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่เพิ่มตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้า และเมื่อจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเก้าแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ และเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ทั้งเก้าขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ ต่อไปอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (จรัส พวงมณี-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-รัตน กองแก้ว) ศาลแรงงานกลาง - นายสมจิตร ทองประดับ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1508/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1731/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1728/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413204
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมจิตร ทองประดับ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012694"
    }
}
date
2551
deka_no
295/2551
deka_running_no
295
deka_year
2551
department
แรงงาน
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "รัตน กองแก้ว"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 19 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายจุฑาพงศ์ ภู่ถาวรทรัพย์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด"
    }
]
long_text
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งเก้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งเก้าฟ้องในทำนองเดียวกันว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาดคนละหนึ่งเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามอายุงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าว่า โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มจากที่ได้รับไปแล้วตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่และเพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" บทบัญญัติดังกล่าวแม้จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้นๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจการนั้นพึงได้รับโดยเสมอกัน จึงต้องรวมไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย

เมื่อจำเลยกับสหภาพแรงงานคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ได้เจรจาตกลงจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 9 ว่า "ในกรณีที่บริษัทฯ ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราจ้างสุดท้าย ดังนี้ 9.1 ผู้ที่ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 2 เดือน 9.2 ผู้ที่ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 3 เดือน 9.3 ผู้ที่ทำงานครบ 6 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 6 เดือน" ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อนี้ระบุให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในอัตราที่มากกว่าที่ลูกจ้างจะได้รับหากถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น และให้ใช้ในกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานซึ่งหมายความว่ามิได้ใช้สำหรับกรณีจำเลยเลิกจ้างลูกจ้างในกรณีปกติ และมิได้ให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกจากงานเองแต่เป็นการลาออกจากงานตามความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้างจึงได้ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสงค์จะยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าทำงานอยู่จึงได้ทำหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด ยื่นข้อเสนอขอความร่วมมือให้โจทก์ทั้งเก้าลาออกอันเป็นการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้าง เพราะต้องยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งการจะลาออกหรือไม่ย่อมแล้วแต่ความสมัครใจของโจทก์ทั้งเก้า จึงเป็นกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 9 แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปบางส่วนแล้วตามหนังสือ เรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค จำกัด และใบรับเงิน แต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อต้องหักจากจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปแล้ว จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่เพิ่มตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้า และเมื่อจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเก้าแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ และเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ทั้งเก้าขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ ต่อไปอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1731/2548
primary_red_case_no
พ1728/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000647.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1508/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 -
year
2551