คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2551 ฉบับเต็ม

#413223
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2551 บริษัทภัทรประสิทธิ์ โฮลดิ้ง จำกัด ลูกหนี้ผู้ร้องขอ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ มีเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 ว่า ให้ลูกหนี้ไปดำเนินการให้เจ้าหนี้อื่นยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ต่อมาลูกหนี้ได้ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลาย และลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นคดีนี้ กรณีจึงต้องด้วยเงื่อนไขตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 8 แล้วว่า หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งหรืองวดใดงวดหนึ่ง... หรือศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ข้อตกลงอื่นเป็นอันยกเลิก และลูกหนี้ยินยอมชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เต็มจำนวน ดังนี้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธินำหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งนายประพันธ์เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นเงิน 215,962,786.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าลูกหนี้ชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วน หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ระงับลงแล้ว เจ้าหนี้คำนวณยอดหนี้สูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 179,902,786.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทภัทรลานนา จำกัด บริษัทเพชรวิศาล จำกัด นางนงลักษณ์ นายประดิษฐ์ ไปเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านขอให้กลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 3899/2546 มีข้อความในข้อ 5. วรรคสองว่า ลูกหนี้กับพวกจะต้องไปดำเนินการให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นชอบและตกลงยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้ตามข้อ 4. หรือรายงานการให้ความเห็นชอบของธนาคารดังกล่าวภายหลังจากวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือรายงานผลการประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2547 และ 8 ธันวาคม 2547 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการว่า กลุ่มลูกหนี้ไม่สามารถผลักดันให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นชอบยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้ธนาคารดังกล่าวได้ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย และกลุ่มบริษัทลูกหนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยคดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 แสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ลูกหนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. วรรคสอง ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรณีจึงต้องด้วยเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8. ที่ว่า "หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งหรืองวดใดงวดหนึ่ง...หรือศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นเป็นอันยกเลิก และยินยอมชำระหนี้แก่โจทก์เต็มตามข้อ 1..." ดังนี้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธินำหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ในการสั่งคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำเงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วนไปหักออกจากหนี้ที่ค้างชำระซึ่งผู้บริหารแผนไม่ได้อุทธรณ์ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณยอดหนี้ส่วนนี้ถูกต้องแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้ออื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-สมชาย พงษธา-เรวัตร อิศราภรณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413223
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012572"
    }
}
date
2551
deka_no
424/2551
deka_running_no
424
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "สมชาย พงษธา",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 90/27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ลูกหนี้ผู้ร้องขอ",
        "name": "บริษัทภัทรประสิทธิ์ โฮลดิ้ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "เจ้าหนี้",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งนายประพันธ์เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นเงิน 215,962,786.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าลูกหนี้ชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วน หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ระงับลงแล้ว เจ้าหนี้คำนวณยอดหนี้สูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 179,902,786.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทภัทรลานนา จำกัด บริษัทเพชรวิศาล จำกัด นางนงลักษณ์ นายประดิษฐ์ ไปเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านขอให้กลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 3899/2546 มีข้อความในข้อ 5. วรรคสองว่า ลูกหนี้กับพวกจะต้องไปดำเนินการให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นชอบและตกลงยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้ตามข้อ 4. หรือรายงานการให้ความเห็นชอบของธนาคารดังกล่าวภายหลังจากวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือรายงานผลการประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2547 และ 8 ธันวาคม 2547 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการว่า กลุ่มลูกหนี้ไม่สามารถผลักดันให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นชอบยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้ธนาคารดังกล่าวได้ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย และกลุ่มบริษัทลูกหนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยคดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 แสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ลูกหนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. วรรคสอง ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรณีจึงต้องด้วยเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8. ที่ว่า "หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งหรืองวดใดงวดหนึ่ง...หรือศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นเป็นอันยกเลิก และยินยอมชำระหนี้แก่โจทก์เต็มตามข้อ 1..." ดังนี้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธินำหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ในการสั่งคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำเงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วนไปหักออกจากหนี้ที่ค้างชำระซึ่งผู้บริหารแผนไม่ได้อุทธรณ์ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณยอดหนี้ส่วนนี้ถูกต้องแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้ออื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000646.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551