คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2551 ฉบับเต็ม

#413304
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2551 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายธีระศักดิ์ อุ่มอ่อนสี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 120, มาตรา 141 พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยถูกขังโดยหมายของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 87 และอยู่ในอำนาจศาลที่จะเรียกตัวจำเลยจากนายประกันได้ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 141 วรรคสี่ ที่ให้พนักงานอัยการมีหน้าที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมา เพราะไม่ใช่กรณีที่จับตัวจำเลยไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.457 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ดน้ำหนัก 0.089 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 300 บาท เหตุเกิดที่แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างการสอบสวนจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้ต้องขังอยู่ตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขดำที่ พย.1179/2548 ขอศาลเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง หมายขัง เบิกจำเลยมาสอบคำให้การ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้นำตัวจำเลยไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งที่เหตุเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ดังนั้น ขณะยื่นฟ้องจำเลยจึงมิได้ถูกควบคุมตัวตามอำนาจของศาลชั้นต้น ที่ศาลรับฟ้องไว้โดยโจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาส่งมอบต่อศาลในวันรับฟ้องหรือตัวจำเลยมิได้อยู่ในอำนาจตามหมายขังของศาลชั้นต้น จึงเป็นการรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ให้เพิกถอนการรับฟ้องจำเลยในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และให้จำหน่ายคดี โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่าเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โดยไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล และอ้างมาในฟ้องว่าจำเลยต้องขังตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ศาลชั้นต้นเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป และปรากฏว่าก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังจำเลยในระหว่างสอบสวนคดีนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุญาตให้ฝากขังจำเลยเรื่อยมาซึ่งจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 7 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 และจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2548 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 จะต้องมีการสอบสวนก่อน และมาตรา 142 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว" แสดงว่าถ้ามีการฝากขังต่อศาลไว้ก่อนแล้ว ในตอนเสนอความเห็นสั่งฟ้อง พนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ สำหรับคดีนี้แม้จะปรากฏว่าพนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยถูกขังโดยหมายของศาลตามบทบัญญัติในมาตรา 87 และอยู่ในอำนาจศาลที่จะเรียกตัวจำเลยจากนายประกันได้ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 142 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้พนักงานอัยการมีหน้าที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมาเพราะไม่ใช่กรณีที่จับตัวจำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่จำต้องส่งตัวจำเลยมาพร้อมกับฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-สิริรัตน์ จันทรา-ณรงค์พล ทองจีน) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนต้องส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการเว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 วรรคสามนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ถูกขังอยู่โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังไว้ต่อศาลที่พนักงานอัยการนำคำฟ้องไปยื่น คดีนี้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แต่พนักงานอัยการกลับยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้ยื่นคำร้องขอฝากขังไว้ การที่พนักงานอัยการขอให้ศาลอาญาเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น เมื่อศาลอาญามิได้เป็นศาลมีออกหมายขังจำเลยไว้ ศาลอาญาน่าจะเบิกตัวจำเลยมาโดยตรงไม่ได้ ต้องขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้เบิกตัวจำเลยส่งมาให้หรือให้นายประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้แล้วส่งต่อไปยังศาลอาญาก็จะมีตัวจำเลยในการพิจารณา พนักงานอัยการจึงไม่ต้องส่งตัวจำเลยพร้อมฟ้อง ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413304
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010448"
    }
}
date
2551
deka_no
2747/2551
deka_running_no
2747
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "ณรงค์พล ทองจีน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120",
            "ม. 141"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธีระศักดิ์ อุ่มอ่อนสี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.457 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ดน้ำหนัก 0.089 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 300 บาท เหตุเกิดที่แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างการสอบสวนจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันถูกจับตลอดมา ขณะนี้ต้องขังอยู่ตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขดำที่ พย.1179/2548 ขอศาลเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง หมายขัง เบิกจำเลยมาสอบคำให้การ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้นำตัวจำเลยไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งที่เหตุเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ดังนั้น ขณะยื่นฟ้องจำเลยจึงมิได้ถูกควบคุมตัวตามอำนาจของศาลชั้นต้น ที่ศาลรับฟ้องไว้โดยโจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาส่งมอบต่อศาลในวันรับฟ้องหรือตัวจำเลยมิได้อยู่ในอำนาจตามหมายขังของศาลชั้นต้น จึงเป็นการรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ให้เพิกถอนการรับฟ้องจำเลยในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และให้จำหน่ายคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่าเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โดยไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล และอ้างมาในฟ้องว่าจำเลยต้องขังตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ศาลชั้นต้นเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไป และปรากฏว่าก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังจำเลยในระหว่างสอบสวนคดีนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุญาตให้ฝากขังจำเลยเรื่อยมาซึ่งจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 7 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 และจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2548 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 จะต้องมีการสอบสวนก่อน และมาตรา 142 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว" แสดงว่าถ้ามีการฝากขังต่อศาลไว้ก่อนแล้ว ในตอนเสนอความเห็นสั่งฟ้อง พนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ สำหรับคดีนี้แม้จะปรากฏว่าพนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังจำเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยถูกขังโดยหมายของศาลตามบทบัญญัติในมาตรา 87 และอยู่ในอำนาจศาลที่จะเรียกตัวจำเลยจากนายประกันได้ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 142 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้พนักงานอัยการมีหน้าที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมาเพราะไม่ใช่กรณีที่จับตัวจำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่จำต้องส่งตัวจำเลยมาพร้อมกับฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนต้องส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการเว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 วรรคสามนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ถูกขังอยู่โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังไว้ต่อศาลที่พนักงานอัยการนำคำฟ้องไปยื่น คดีนี้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แต่พนักงานอัยการกลับยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้ยื่นคำร้องขอฝากขังไว้ การที่พนักงานอัยการขอให้ศาลอาญาเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น เมื่อศาลอาญามิได้เป็นศาลมีออกหมายขังจำเลยไว้ ศาลอาญาน่าจะเบิกตัวจำเลยมาโดยตรงไม่ได้ ต้องขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้เบิกตัวจำเลยส่งมาให้หรือให้นายประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้แล้วส่งต่อไปยังศาลอาญาก็จะมีตัวจำเลยในการพิจารณา พนักงานอัยการจึงไม่ต้องส่งตัวจำเลยพร้อมฟ้อง ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000627.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551