คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2551 ฉบับเต็ม

#413308
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2551 บริษัทคิง เพาเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ บริษัทเฟดเดอรัล เอ๊กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 616, มาตรา 620, มาตรา 625 สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยจึงต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด อีกทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยและอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดขอใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้านาฬิกาข้อมือ 15 เรือน น้ำหนักรวม 12.8 กิโลกรัม ราคา 5,209 ยูโร (ขณะทำสัญญา 1 ยูโร เท่ากับ 46.0842 บาท) คิดเป็นเงินไทย 240,052.60 บาท เพื่อไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 จำเลยให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยมารับสินค้าที่คลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์ไปครบถ้วนและในวันเดียวกันจำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์ดังกล่าวโดยทางอากาศ ครั้นวันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าว่ายังไม่ได้รับสินค้าที่โจทก์จ้างจำเลยรับขน โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยติดตามสินค้าและหากไม่สามารถติดตามสินค้าของโจทก์ได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาสินค้าเป็นเงิน 240,052.60 บาท จำเลยปฏิเสธโดยจะชดใช้ให้เพียงร้อยละ 10 ของราคาสินค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงให้ทนายความบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 251,200.25 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,052.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยรับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้านาฬิกาโดยทางอากาศ และสินค้าสูญหายในระหว่างขนส่ง แต่โจทก์ได้ตกลงโดยชัดแจ้งให้จำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งไว้ในใบตราส่งเพียงไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40 บาท) สินค้าน้ำหนักรวม 12.8 กิโลกรัม หากจำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 10,240 บาท เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบพฤติการณ์พิเศษใดที่จำเลยจะต้องรับผิดเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งโจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่โต้แย้งและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญารับขนสินค้านาฬิกาข้อมือของโจทก์ 15 เรือน ราคา 5,209 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 240,052.60 บาท โดยทางอากาศไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสินค้าทั้งหมดสูญหายในระหว่างขนส่ง โดยโจทก์ผู้ส่งได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของแก่จำเลยในขณะที่ส่งมอบของแล้ว และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดกรณีของสูญหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าเพราะเป็นของมีค่า และโจทก์บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในใบรับขนทางอากาศในขณะส่งมอบของแก่จำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ส่งของมีค่าโดยเลือกเสียค่าบริการแก่จำเลยในอัตราค่าส่งตามปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่ารับขนของธรรมดา โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของมีค่าจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขนส่งเป็นพิเศษ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าคือ 240,052.60 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจกท์ คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันใด โจทก์คงมีแต่นายธเณศพยานโจทก์ เบิกความว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่จำเลยมารับสินค้าพิพาทจากโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้าพิพาทสูญหายเป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใดนั้น โจทก์มีนายธเณศ เป็นพยานเบิกความว่าวันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าของโจทก์ว่ายังไม่ได้รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยติดตามสินค้าพิพาท หากไม่สามารถติดตามได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่สามารถส่งมอลสินค้าพิพาทได้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงพอถือได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,052.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้องไม่เกิน 11,147.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (พินิจ บุญชัด-สุวัฒน์ วรรณนะหทัย-สมศักดิ์ เนตรมัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ โดยสภาพของความเป็นจริงแล้ว ในเรื่องของการขนส่งไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางใด อำนาจการต่อรองด้านผู้ขนส่งจะมีมากกว่าด้านผู้ส่ง ซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะเฉพาะทางธุรกิจซึ่งทำให้ผู้ขนส่งอยู่ในฐานะที่มีอำนาจต่อรองสูง เนื่องจากเรื่องของการขนส่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีการลงทุนสูง มีอัตราเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนในการดำเนินการอยู่ในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน เงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางกฎหมายจึงให้อำนาจด้านผู้ขนส่งไว้ค่อนข้างมาก ตั้งแต่เหตุต่าง ๆ ที่ยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิดกรณีรับผิดก็มีเหตุอ้างรับผิดจำกัด ตลอดจนจำกัดเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่จะชดใช้นอกจากกฎเกณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ผู้ขนส่งยังมาทำเงื่อนไขข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อให้ตนพ้นภาระความรับผิดหรือจำกัดความรับผิดให้น้อยลงไปอีก ซึ่งผู้ส่งของก็อาจจะต้องตกอยู่ในภาระจำยอมต้องตกลงด้วย กรณีของข้อจำกัดความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 625 แห่ง ป.พ.พ. ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพยายามจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ซึ่งกฎหมายก็คุ้มครองให้ความเป็นธรรมว่ามีผลเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ขนส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น ซึ่งอาจมีประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้ 1. การตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดความรับผิดนั้น ต้องดูพฤติการณ์เป็นรายกรณีไป โดยต้องมีความชัดเจนหรือชี้ชัดให้เห็นว่าผู้ส่งได้ตกลงด้วย มิใช่เป็นเพียงการอนุมาน หรือมีข้อเท็จจริงเพียงบ่งชี้ไปเช่นนั้น ต้องมีการรับรู้และเข้าในเกี่ยวกับข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดความรับผิด กรณีมีการลงนามรับรู้หรือตกลงก็ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจ และเป็นการตกลงในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ลงนามไว้เพราะเหตุอื่น ซึ่งอาจศึกษาตัวอย่างได้จากแนววินิจฉัยของศาลฎีกา ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2543 ตามสำเนาใบรับสินค้าของจำเลยผู้ขนส่งมีข้อความซึ่งมีลักษณะคล้ายใช้ตรายางประทับว่า สินค้าเสียหายหรือสูญหายให้แจ้งภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับสินค้า การชดใช้ค่าเสียหาย สูญหายตามความเป็นจริง แต่ต้องไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท เอกสารนี้มีแต่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้แต่ฝ่ายเดียว โดยมิได้ให้บริษัท ซ. ผู้ส่ง ลงลายมือชื่อไว้ด้วย จะถือว่าผู้ส่งตกลงยอมรับข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยโดยชัดแจ้งแล้วหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2539 แม้ที่ด้านหลังใบตราส่งจะมีลายเซ็นพร้อมตราประทับของบริษัท จ. ผู้ขนส่งลงไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการลงชื่อไว้ลอยๆ หาได้มีข้อความใดระบุลงไว้ให้ชัดแจ้งว่าผู้ส่งทราบและยอมรับข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่ปรากฏในใบตราส่งการส่งชื่อสลักหลังดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงเพื่อโอนใบตราส่งให้แก่โจทก์เพื่อให้โจกท์นำใบตราส่งไปเป็นหลักฐานในการรับสินค้า จึงถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดดังกล่าว ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่จำเลยที่ 1 อ้างจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2887/2541 แม้ผู้ฝากสินค้าพิพาทจะเป็นพนักงานของบริษัท ฮ. ผู้ส่ง ได้ลงชื่อไว้ในใบสำคัญรายการรับฝากส่งพัสดุภัณฑ์ซึ่งมีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งก็ตาม แต่บริษัท ฮ. ผู้ส่งซึ่งเป็นนิติบุคคลมิได้แสดงความตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2531 การที่จำเลยผู้ขนส่งออกใบตราส่งกำหนดเงื่อนไขไว้ด้านหลังว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดสำหรับความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าเกินไปกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (5) แห่งกฎหมายว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางทะเลของสหรัฐอเมริกา ก็คือการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าด้านหลังใบตราส่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กมากจนยากที่จะอ่านได้ ไม่มีช่องสำหรับให้ผู้ใดลงชื่อ แม้ผู้ส่งสินค้าจะลงชื่อไว้ที่ด้านหลังเอกสารดังกล่าว แต่ก็ลงชื่อด้วยอักษรโตกว่าข้อกำหนดต่างๆ มาก ทั้งลงชื่อทับข้อกำหนดต่างๆ ด้วยน่าจะเป็นการลงชื่อรับคู่ฉบับหรือสำเนาเอกสารมากกว่า ยังถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดนั้น ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงไม่ผูกพันผู้ส่งและผู้รับตราส่งซึ่งรับสิทธิมาจากผู้ส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่งด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2532 การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้ออกใบตราส่งกำหนดเงื่อนไขไว้ด้านหลังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดสำหรับความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าเกินไปกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.รับขนของทางทะเล ค.ศ.1936 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เท่ากับเป็นการยกเว้นหรือจำกัดความผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 แม้จะมีตราประทับชื่อของบริษัทผู้ส่งและมีการลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อเป็นใคร มีอำนาจกระทำแทนบริษัทผู้ส่งอย่างไรหรือไม่ อีกทั้งไม่มีข้อความระบุว่าลงลายมือชื่อเพื่อจุดหมายใด อาจเป็นการลงลายมือชื่อรับคู่ฉบับหรือสำเนาเอกสารก็ได้ เช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และไม่อาจใช้ยันบริษัทผู้รับตราส่งซึ่งได้รับสิทธิมาจากผู้ส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4663/2530 การที่ผู้ส่งลงนามและประทับตรากับแจ้งภูมิลำเนาไว้หลังใบตราส่งนั้นเป็นการสลักหลังใบตราส่งเมื่อได้รับเงินค่าสินค้าจากธนาคารแล้วเพื่อส่งให้แก่ผู้สั่งซื้อสินค้าและให้ผู้สั่งซื้อสินค้าชำระเงินผ่านธนาคารก่อนที่จะไปรับสินค้าและจัดส่งใบตราส่งคืนจำเลยผู้รับขนสินค้าเพื่อปล่อยสินค้าต่อไป จึงมิใช่กรณีที่ผู้ส่งตกลงลงนามยอมรับเงื่อนไขในการขนส่งสินค้าไว้หลังใบตราส่งนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2530 ในใบตราส่งได้ระบุเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งไว้การที่บริษัท ส. เซ็นชื่อรับสินค้าไว้ที่ด้านหลังเอกสารดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการที่บริษัท ส. ยอมรับเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิด หากแต่เป็นการเซ็นรับสินค้าที่จำเลยขนส่งมาจึงฟังว่าข้อจำกัดความรับผิดที่ฝ่ายจำเลยกำหนดขึ้นเองเป็นโมฆะเพราะบริษัท ส. มิได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2543 ขั้นตอนการส่งสินค้าทางอากาศ ผู้ส่งสินค้าต้องจองพื้นที่บนเครื่องบินก่อนและจำเลยจะมอบแบบพิมพ์ใบตราส่งให้ผู้ส่งของกรอกข้อความ ใบตราส่งนี้ยังมีข้อความปรากฏชัดในด้านหน้าว่า ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาที่อยู่ด้านหลังนี้ขอให้ผู้ส่งของรับทราบข้อสังเกตเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งด้วย ผู้ส่งของอาจเพิ่มส่วนจำกัดความรับผิดได้โดยแจ้งมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น และชำระเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น ข้อความดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ส่งของทราบดีว่าตนมีทางเลือก 2 ทาง คือจะยอมรับข้อจำกัดความรับผิดที่มีอยู่ชัดในด้านหลังใบตราส่งหรือจะเพิ่มส่วนจำกัดความรับผิดโดยต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ และปรากฏว่าด้านหน้าใบตราส่งนี้มีช่องสำหรับการแจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง แต่ในช่องดังกล่าวมีข้อความว่า "เอ็นวีดี" (NVD) ซึ่งหมายถึงการไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งโดยมีการแจ้งเฉพาะน้ำหนักสินค้าและมีการคิดค่าระวางตามน้ำหนักที่แจ้งเท่านั้น การที่ผู้ส่งของระบุข้อความในช่องแจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งว่าไม่แจ้งราคามูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเติมดังกล่าวเท่ากับเป็นการเลือกที่จะยอมรับข้อจำกัดความรับผิดหลังใบตราส่งนั่นเอง จึงถือว่าผู้ส่งของได้แสดงความตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งเป็นเงิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัมแล้ว ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลบังคับได้ ไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 2. การนำสืบพิสูจน์ มีการตกลงเกี่ยวกับการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขนส่ง หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องรับผิด และต้องให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การอย่างชัดเจนจึงจะมีสิทธินำสืบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4663/2530 จำเลยให้การเพียงว่าการที่ผู้ส่งเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งออกใบตราส่งให้กับผู้ส่งยึดถือใบตราส่งนั้นไว้เป็นหลักฐานโดยไม่คัดค้านและนำใบตราส่งนั้นมาแสดงต่อธนาคารเพื่อรับเงินค่าสินค้า เป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่า ผู้ส่งยอมรับรู้ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ระบุไว้หลังใบตราส่ง ฉะนั้น การที่จำเลยนำสืบว่า ผู้ส่งยังได้ลงนามในข้อตกลงต่างหากยอมรับไว้ล่วงหน้าถึงบรรดาข้อความที่จำกัดความรับผิดต่างๆ ที่จำเลยระบุไว้ในใบตราส่งในขณะรับขน จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในปัญหานี้ก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413308
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012465"
    }
}
date
2551
deka_no
468/2551
deka_running_no
468
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ บุญชัด",
    "สุวัฒน์ วรรณนะหทัย",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 616",
            "ม. 620",
            "ม. 625"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทคิง เพาเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเฟดเดอรัล เอ๊กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้านาฬิกาข้อมือ 15 เรือน น้ำหนักรวม 12.8 กิโลกรัม ราคา 5,209 ยูโร (ขณะทำสัญญา 1 ยูโร เท่ากับ 46.0842 บาท) คิดเป็นเงินไทย 240,052.60 บาท เพื่อไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 จำเลยให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยมารับสินค้าที่คลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์ไปครบถ้วนและในวันเดียวกันจำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์ดังกล่าวโดยทางอากาศ ครั้นวันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าว่ายังไม่ได้รับสินค้าที่โจทก์จ้างจำเลยรับขน โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยติดตามสินค้าและหากไม่สามารถติดตามสินค้าของโจทก์ได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาสินค้าเป็นเงิน 240,052.60 บาท จำเลยปฏิเสธโดยจะชดใช้ให้เพียงร้อยละ 10 ของราคาสินค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงให้ทนายความบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 251,200.25 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,052.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้านาฬิกาโดยทางอากาศ และสินค้าสูญหายในระหว่างขนส่ง แต่โจทก์ได้ตกลงโดยชัดแจ้งให้จำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งไว้ในใบตราส่งเพียงไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40 บาท) สินค้าน้ำหนักรวม 12.8 กิโลกรัม หากจำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 10,240 บาท เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบพฤติการณ์พิเศษใดที่จำเลยจะต้องรับผิดเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งโจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่โต้แย้งและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญารับขนสินค้านาฬิกาข้อมือของโจทก์ 15 เรือน ราคา 5,209 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 240,052.60 บาท โดยทางอากาศไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสินค้าทั้งหมดสูญหายในระหว่างขนส่ง โดยโจทก์ผู้ส่งได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของแก่จำเลยในขณะที่ส่งมอบของแล้ว และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดกรณีของสูญหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าเพราะเป็นของมีค่า และโจทก์บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในใบรับขนทางอากาศในขณะส่งมอบของแก่จำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ส่งของมีค่าโดยเลือกเสียค่าบริการแก่จำเลยในอัตราค่าส่งตามปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่ารับขนของธรรมดา โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของมีค่าจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขนส่งเป็นพิเศษ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าคือ 240,052.60 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจกท์ คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันใด โจทก์คงมีแต่นายธเณศพยานโจทก์ เบิกความว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่จำเลยมารับสินค้าพิพาทจากโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้าพิพาทสูญหายเป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใดนั้น โจทก์มีนายธเณศ เป็นพยานเบิกความว่าวันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าของโจทก์ว่ายังไม่ได้รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยติดตามสินค้าพิพาท หากไม่สามารถติดตามได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่สามารถส่งมอลสินค้าพิพาทได้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงพอถือได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,052.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้องไม่เกิน 11,147.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
โดยสภาพของความเป็นจริงแล้ว ในเรื่องของการขนส่งไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางใด อำนาจการต่อรองด้านผู้ขนส่งจะมีมากกว่าด้านผู้ส่ง ซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะเฉพาะทางธุรกิจซึ่งทำให้ผู้ขนส่งอยู่ในฐานะที่มีอำนาจต่อรองสูง เนื่องจากเรื่องของการขนส่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีการลงทุนสูง มีอัตราเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนในการดำเนินการอยู่ในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน เงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางกฎหมายจึงให้อำนาจด้านผู้ขนส่งไว้ค่อนข้างมาก ตั้งแต่เหตุต่าง ๆ ที่ยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิดกรณีรับผิดก็มีเหตุอ้างรับผิดจำกัด ตลอดจนจำกัดเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่จะชดใช้นอกจากกฎเกณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ผู้ขนส่งยังมาทำเงื่อนไขข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อให้ตนพ้นภาระความรับผิดหรือจำกัดความรับผิดให้น้อยลงไปอีก ซึ่งผู้ส่งของก็อาจจะต้องตกอยู่ในภาระจำยอมต้องตกลงด้วย กรณีของข้อจำกัดความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 625 แห่ง ป.พ.พ. ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพยายามจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ซึ่งกฎหมายก็คุ้มครองให้ความเป็นธรรมว่ามีผลเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ขนส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น ซึ่งอาจมีประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้ 1. การตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดความรับผิดนั้น ต้องดูพฤติการณ์เป็นรายกรณีไป โดยต้องมีความชัดเจนหรือชี้ชัดให้เห็นว่าผู้ส่งได้ตกลงด้วย มิใช่เป็นเพียงการอนุมาน หรือมีข้อเท็จจริงเพียงบ่งชี้ไปเช่นนั้น ต้องมีการรับรู้และเข้าในเกี่ยวกับข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดความรับผิด กรณีมีการลงนามรับรู้หรือตกลงก็ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจ และเป็นการตกลงในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ลงนามไว้เพราะเหตุอื่น ซึ่งอาจศึกษาตัวอย่างได้จากแนววินิจฉัยของศาลฎีกา ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2543 ตามสำเนาใบรับสินค้าของจำเลยผู้ขนส่งมีข้อความซึ่งมีลักษณะคล้ายใช้ตรายางประทับว่า สินค้าเสียหายหรือสูญหายให้แจ้งภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับสินค้า การชดใช้ค่าเสียหาย สูญหายตามความเป็นจริง แต่ต้องไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท เอกสารนี้มีแต่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้แต่ฝ่ายเดียว โดยมิได้ให้บริษัท ซ. ผู้ส่ง ลงลายมือชื่อไว้ด้วย จะถือว่าผู้ส่งตกลงยอมรับข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยโดยชัดแจ้งแล้วหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2539 แม้ที่ด้านหลังใบตราส่งจะมีลายเซ็นพร้อมตราประทับของบริษัท จ. ผู้ขนส่งลงไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการลงชื่อไว้ลอยๆ หาได้มีข้อความใดระบุลงไว้ให้ชัดแจ้งว่าผู้ส่งทราบและยอมรับข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่ปรากฏในใบตราส่งการส่งชื่อสลักหลังดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงเพื่อโอนใบตราส่งให้แก่โจทก์เพื่อให้โจกท์นำใบตราส่งไปเป็นหลักฐานในการรับสินค้า จึงถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดดังกล่าว ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่จำเลยที่ 1 อ้างจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2887/2541 แม้ผู้ฝากสินค้าพิพาทจะเป็นพนักงานของบริษัท ฮ. ผู้ส่ง ได้ลงชื่อไว้ในใบสำคัญรายการรับฝากส่งพัสดุภัณฑ์ซึ่งมีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งก็ตาม แต่บริษัท ฮ. ผู้ส่งซึ่งเป็นนิติบุคคลมิได้แสดงความตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2531 การที่จำเลยผู้ขนส่งออกใบตราส่งกำหนดเงื่อนไขไว้ด้านหลังว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดสำหรับความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าเกินไปกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (5) แห่งกฎหมายว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางทะเลของสหรัฐอเมริกา ก็คือการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าด้านหลังใบตราส่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กมากจนยากที่จะอ่านได้ ไม่มีช่องสำหรับให้ผู้ใดลงชื่อ แม้ผู้ส่งสินค้าจะลงชื่อไว้ที่ด้านหลังเอกสารดังกล่าว แต่ก็ลงชื่อด้วยอักษรโตกว่าข้อกำหนดต่างๆ มาก ทั้งลงชื่อทับข้อกำหนดต่างๆ ด้วยน่าจะเป็นการลงชื่อรับคู่ฉบับหรือสำเนาเอกสารมากกว่า ยังถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อจำกัดความรับผิดนั้น ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงไม่ผูกพันผู้ส่งและผู้รับตราส่งซึ่งรับสิทธิมาจากผู้ส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่งด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2532 การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้ออกใบตราส่งกำหนดเงื่อนไขไว้ด้านหลังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดสำหรับความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าเกินไปกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.รับขนของทางทะเล ค.ศ.1936 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เท่ากับเป็นการยกเว้นหรือจำกัดความผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 แม้จะมีตราประทับชื่อของบริษัทผู้ส่งและมีการลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อเป็นใคร มีอำนาจกระทำแทนบริษัทผู้ส่งอย่างไรหรือไม่ อีกทั้งไม่มีข้อความระบุว่าลงลายมือชื่อเพื่อจุดหมายใด อาจเป็นการลงลายมือชื่อรับคู่ฉบับหรือสำเนาเอกสารก็ได้ เช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และไม่อาจใช้ยันบริษัทผู้รับตราส่งซึ่งได้รับสิทธิมาจากผู้ส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4663/2530 การที่ผู้ส่งลงนามและประทับตรากับแจ้งภูมิลำเนาไว้หลังใบตราส่งนั้นเป็นการสลักหลังใบตราส่งเมื่อได้รับเงินค่าสินค้าจากธนาคารแล้วเพื่อส่งให้แก่ผู้สั่งซื้อสินค้าและให้ผู้สั่งซื้อสินค้าชำระเงินผ่านธนาคารก่อนที่จะไปรับสินค้าและจัดส่งใบตราส่งคืนจำเลยผู้รับขนสินค้าเพื่อปล่อยสินค้าต่อไป จึงมิใช่กรณีที่ผู้ส่งตกลงลงนามยอมรับเงื่อนไขในการขนส่งสินค้าไว้หลังใบตราส่งนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2530 ในใบตราส่งได้ระบุเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งไว้การที่บริษัท ส. เซ็นชื่อรับสินค้าไว้ที่ด้านหลังเอกสารดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการที่บริษัท ส. ยอมรับเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิด หากแต่เป็นการเซ็นรับสินค้าที่จำเลยขนส่งมาจึงฟังว่าข้อจำกัดความรับผิดที่ฝ่ายจำเลยกำหนดขึ้นเองเป็นโมฆะเพราะบริษัท ส. มิได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2543 ขั้นตอนการส่งสินค้าทางอากาศ ผู้ส่งสินค้าต้องจองพื้นที่บนเครื่องบินก่อนและจำเลยจะมอบแบบพิมพ์ใบตราส่งให้ผู้ส่งของกรอกข้อความ ใบตราส่งนี้ยังมีข้อความปรากฏชัดในด้านหน้าว่า ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาที่อยู่ด้านหลังนี้ขอให้ผู้ส่งของรับทราบข้อสังเกตเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งด้วย ผู้ส่งของอาจเพิ่มส่วนจำกัดความรับผิดได้โดยแจ้งมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น และชำระเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น ข้อความดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ส่งของทราบดีว่าตนมีทางเลือก 2 ทาง คือจะยอมรับข้อจำกัดความรับผิดที่มีอยู่ชัดในด้านหลังใบตราส่งหรือจะเพิ่มส่วนจำกัดความรับผิดโดยต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ และปรากฏว่าด้านหน้าใบตราส่งนี้มีช่องสำหรับการแจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง แต่ในช่องดังกล่าวมีข้อความว่า "เอ็นวีดี" (NVD) ซึ่งหมายถึงการไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งโดยมีการแจ้งเฉพาะน้ำหนักสินค้าและมีการคิดค่าระวางตามน้ำหนักที่แจ้งเท่านั้น การที่ผู้ส่งของระบุข้อความในช่องแจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งว่าไม่แจ้งราคามูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเติมดังกล่าวเท่ากับเป็นการเลือกที่จะยอมรับข้อจำกัดความรับผิดหลังใบตราส่งนั่นเอง จึงถือว่าผู้ส่งของได้แสดงความตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งเป็นเงิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัมแล้ว ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวย่อมมีผลบังคับได้ ไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 2. การนำสืบพิสูจน์ มีการตกลงเกี่ยวกับการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขนส่ง หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องรับผิด และต้องให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การอย่างชัดเจนจึงจะมีสิทธินำสืบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4663/2530 จำเลยให้การเพียงว่าการที่ผู้ส่งเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งออกใบตราส่งให้กับผู้ส่งยึดถือใบตราส่งนั้นไว้เป็นหลักฐานโดยไม่คัดค้านและนำใบตราส่งนั้นมาแสดงต่อธนาคารเพื่อรับเงินค่าสินค้า เป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่า ผู้ส่งยอมรับรู้ข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ระบุไว้หลังใบตราส่ง ฉะนั้น การที่จำเลยนำสืบว่า ผู้ส่งยังได้ลงนามในข้อตกลงต่างหากยอมรับไว้ล่วงหน้าถึงบรรดาข้อความที่จำกัดความรับผิดต่างๆ ที่จำเลยระบุไว้ในใบตราส่งในขณะรับขน จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในปัญหานี้ก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 สุพิศ ปราณีตพลกรัง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000645.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551