คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2550 ฉบับเต็ม

#413497
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2550 ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้สวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน โจทก์ นายปรัชญา แก้วช้าง ผู้ร้อง นายประจวบ แก้วช้าง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 828 ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 42 ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และหากเป็นความจริงก็ถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องจัดให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวโดยมิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และการที่ทนายจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันทราบเรื่องผิดระเบียบ แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นั้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตัวการ เพราะการกระทำดังกล่าวมิใช่การดำเนินคดีไปในทางปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 แต่เป็นการกระทำที่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายเสียสิทธิที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในภายหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินตามขอก็ดี และต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,853,511.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 9,283,288.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 570,222.83 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จำดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ระหว่างนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2546 ทนายจำเลยที่ 1 จึงหมดหน้าที่การเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นสั่งรวม ในวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์มาศาลฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง และถือว่าได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังตามกฎหมายแล้ว โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ยังติดใจฎีกาให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม 3 ครั้ง โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันว่า กำลังดำเนินการให้ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาทั้งสามครั้งโดยครั้งสุดท้ายอนุญาตถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 แต่ไม่มีการวางเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฎีกา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ วันที่ 21 มิถุนายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 และขอให้เพิกถอนการอ่านคำสั่งศาลฎีกาของศาลชั้นต้นกับคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเพราะเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเนื่องจากศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาทั้งที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต้องเป็นกรณีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่งซึ่งคดีนั้นจะต้องยังไม่ถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาต ถือว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไปแล้วคดีจึงถึงที่สุด ทายาทของจำเลยที่ 1 ไม่อาจร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ได้ เมื่อทายาทของจำเลยที่ 1 ไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้แล้วก็มิอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องดังกล่าวได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องฎีกา (ที่ถูกอุทธรณ์) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่อ่านคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และหากเป็นความจริงก็ถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องจัดให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวโดยมิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และการที่ทนายจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันทราบเรื่องผิดระเบียบ แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นั้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตัวการ เพราะการกระทำดังกล่าวมิใช่การดำเนินคดีไปในทางปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แต่เป็นการกระทำที่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายเสียสิทธิที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินตามขอก็ดี และต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่การอ่านคำสั่งศาลฎีกาเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ของผู้ร้องแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413497
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014950"
    }
}
date
2550
deka_no
6121/2550
deka_running_no
6121
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 828"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้สวมสิทธิ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "เป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายปรัชญา แก้วช้าง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประจวบ แก้วช้าง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,853,511.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 9,283,288.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 570,222.83 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จำดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ระหว่างนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2546 ทนายจำเลยที่ 1 จึงหมดหน้าที่การเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นสั่งรวม

ในวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์มาศาลฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง และถือว่าได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังตามกฎหมายแล้ว โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ยังติดใจฎีกาให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม 3 ครั้ง โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันว่า กำลังดำเนินการให้ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาทั้งสามครั้งโดยครั้งสุดท้ายอนุญาตถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 แต่ไม่มีการวางเงินภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฎีกา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

วันที่ 21 มิถุนายน 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 และขอให้เพิกถอนการอ่านคำสั่งศาลฎีกาของศาลชั้นต้นกับคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเพราะเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเนื่องจากศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาทั้งที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต้องเป็นกรณีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่งซึ่งคดีนั้นจะต้องยังไม่ถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาต ถือว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไปแล้วคดีจึงถึงที่สุด ทายาทของจำเลยที่ 1 ไม่อาจร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ได้ เมื่อทายาทของจำเลยที่ 1 ไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้แล้วก็มิอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องดังกล่าวได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา (ที่ถูกอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่อ่านคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และหากเป็นความจริงก็ถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจะต้องจัดให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวโดยมิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และการที่ทนายจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันทราบเรื่องผิดระเบียบ แต่กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นั้น ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตัวการ เพราะการกระทำดังกล่าวมิใช่การดำเนินคดีไปในทางปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แต่เป็นการกระทำที่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายเสียสิทธิที่จะยกข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อทนายจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินตามขอก็ดี และต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ทิ้งฟ้องฎีกาเนื่องจากไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายก็ดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่การอ่านคำสั่งศาลฎีกาเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ของผู้ร้องแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000667.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550