คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551 ฉบับเต็ม

#413658
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551 นายสมหมาย ปองแท้ ผู้ร้อง นางพรรณี ปองแท้ หรือศิริสุข กับพวก ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ท. ผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลฯ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 6 บังคับแก่คดี ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องและนายทวีผู้ตายเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางมาเนียะบิดาและมารดาของผู้ร้องได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามเมื่อปี 2492 มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน นอกจากนี้ผู้ตายได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ตามหลักกฎหมายอิสลามกับนางสะเดียะซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 5 คน รวมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ผู้ตายเป็นบุตรของนายหมาดเร๊ะกับนางฉาวซึ่งทั้งสองได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนางมาเนียะมารดาของผู้ร้องก็ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตายเช่นกัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคเลือดออกในทางเดินอาหาร ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะ และนางมาเนียะซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นภริยาของผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิในมรดกภาคฟัรดู ไม่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม เป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายอิสลามข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นอันไร้ผล นอกจากนี้ในพินัยกรรมมีข้อกำหนดระบุให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แต่เนื่องจากก่อนวันทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามหลักกฎหมายอิสลาม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมและทรัพย์สินอื่น ๆ เนื่องจากการจัดการทรัพย์มรดกมีเหตุขัดข้อง โดยต้องตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนายสะเดียะเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2422 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายไมตรีซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วย และได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะและนางมาเนียะ แต่นางมาเนียะถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ทำให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางมาเนียะตามข้อกำหนดในพินัยกรรมย่อมตกไปเป็นของทายาทโดยธรรม และผู้ตายได้กำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิจัดการมรดกโดยพินัยกรรม คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคู่ความที่นับถือศาสนาพุทธ จึงต้องใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 จะใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมิได้ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียในประเด็นแห่งคดี และให้งดสืบพยานของผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากคู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น โดยเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่านายทวีผู้ตายและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิกและมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดสตูล ผู้คัดค้านที่ 1 เคยเป็นอิสลามศาสนิกและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก่อนที่นายทวีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมแต่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของนายทวีผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า คดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายทวีผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413658
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012033"
    }
}
date
2551
deka_no
851/2551
deka_running_no
851
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 188 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายสมหมาย ปองแท้"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางพรรณี ปองแท้ หรือศิริสุข กับพวก"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องและนายทวีผู้ตายเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางมาเนียะบิดาและมารดาของผู้ร้องได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามเมื่อปี 2492 มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน นอกจากนี้ผู้ตายได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ตามหลักกฎหมายอิสลามกับนางสะเดียะซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 5 คน รวมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ผู้ตายเป็นบุตรของนายหมาดเร๊ะกับนางฉาวซึ่งทั้งสองได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนางมาเนียะมารดาของผู้ร้องก็ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตายเช่นกัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคเลือดออกในทางเดินอาหาร ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะ และนางมาเนียะซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นภริยาของผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิในมรดกภาคฟัรดู ไม่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม เป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายอิสลามข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นอันไร้ผล นอกจากนี้ในพินัยกรรมมีข้อกำหนดระบุให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แต่เนื่องจากก่อนวันทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามหลักกฎหมายอิสลาม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมและทรัพย์สินอื่น ๆ เนื่องจากการจัดการทรัพย์มรดกมีเหตุขัดข้อง โดยต้องตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนายสะเดียะเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2422 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายไมตรีซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วย และได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะและนางมาเนียะ แต่นางมาเนียะถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ทำให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางมาเนียะตามข้อกำหนดในพินัยกรรมย่อมตกไปเป็นของทายาทโดยธรรม และผู้ตายได้กำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิจัดการมรดกโดยพินัยกรรม คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคู่ความที่นับถือศาสนาพุทธ จึงต้องใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 จะใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมิได้ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียในประเด็นแห่งคดี และให้งดสืบพยานของผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากคู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น โดยเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่านายทวีผู้ตายและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิกและมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดสตูล ผู้คัดค้านที่ 1 เคยเป็นอิสลามศาสนิกและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก่อนที่นายทวีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมแต่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของนายทวีผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า คดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายทวีผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000641.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551