ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6436/2550
นายหลา สันทา
โจทก์
นายสมหมาย ลมศิริ หรือสมศิริหรือล่มศิริ กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1378
จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และส่งมอบการครอบครองให้แล้ว โดยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 7 ไร่ 76 ตารางวา โดยซื้อจากจำเลยที่ 1 ในราคา 40,000 บาท เมื่อปี 2522 ด้วยการส่งมอบการครอบครอง ขณะนั้นที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 1123 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต สงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปี ทางราชการได้เปลี่ยนหลักฐานสำหรับที่ดินพิพาทจาก น.ส.3 ก. เป็นโฉนดที่ดิน ต่อมาจำเลยทั้งสองสมคบกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทสูญหายไป ซึ่งความจริงจำเลยที่ 1 ส่งมอบ น.ส.3 ก. ดังกล่าวแก่โจทก์ขณะซื้อขายที่ดินพิพาทกัน แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปขอออกใบแทนและรับโฉนดที่ดินมาทำนิติกรรมซื้อขายกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน กิ่งอำเภอโนนศิลา (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และพิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ กับให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพัน หากคืนไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินสาขาบ้านไผ่ออกใบแทนให้แก่โจทก์โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และไม่เคยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ลักลอบซื้อขายที่ดินพิพาทกัน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2522 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 10,000 บาท และสละการครอบครองพร้อมทั้งมอบ น.ส.3 ก. ให้แก่จำเลยที่ 2 ปี 2527 จำเลยที่ 2 ยืนเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท โดยมอบ น.ส.3 ก. ให้โจทก์ยึดถือไว้และมอบที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 2 ไปชำระเงินแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่คืน น.ส.3 ก. โดยอ้างว่าสูญหายและให้นำเงินอีก 32,000 บาท ไปชำระเป็นค่าดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่า น.ส.3 ก. สูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันไปขอออกใบแทนและรับโอนที่ดินพิพาทมา โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาครองครอง โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1123 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1123 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 7 ไร่ 76 ตารางวา ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2520 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2539 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 25358 ตำบลบ้านหัน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แทน วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 30,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2522 ในราคา 40,000 บาท มีการทำสัญญาซื้อขายกันโดยนายเสงี่ยมเป็นผู้เขียน แต่ปัจจุบันนี้สัญญาซื้อขายได้สูญหายไปและในการซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบการครอบครองพร้อมกับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โดยทำการปลูกมันสำปะหลังและอ้อย แม้โจทก์ไม่มีหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาส่งศาล และนายเสงี่ยมผู้เขียนบันทึกก็ถึงแก่กรรมแล้วก็ตาม แต่โจทก์มีนายบุญตาเป็นพยานเบิกความว่า นายเสงี่ยมเป็นผู้บันทึกหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ร้านตัดผมของโจทก์ พยานอยู่ห่างจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ขณะทำบันทึกการซื้อขายที่ดินกันเพียง 10 เมตร น่าจะรู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทกัน ทั้งโจทก์ได้ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1123 ต่อศาลและรับคืนไปโดยส่งสำเนาภาพถ่ายไว้แทน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1123 ให้โจทก์ไว้จริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสวัสดิ์ นางสมปอง นายเคน นางหล้า นายชาย นายสมควร และนายบุญตา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงและบางคนมีที่ดินอยู่ติดกับที่ดินพิพาทเป็นพยาน ต่างก็เบิกความสอดคล้องต้องกันยืนยันว่าเห็นโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2522 จำเลยที่ 1 ขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 10,000 บาท ทำสัญญาซื้อขายกันเป็นหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองหลังจากเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 โดยการจดทะเบียนดังกล่าวทำได้ด้วยการที่จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สูญหาย แล้วนำหลักฐานการแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) อยู่ที่โจทก์จนถึงวันที่โจทก์นำมาส่งศาลในการพิจารณาคดี จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่นำสืบว่าจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 20,000 บาท และมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้โจทก์ยึดถือไว้และให้โจทก์ครอบครองทำกินต่างดอกเบี้ยตั้งแต่ปี 2527 นั้น จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินมาแสดง คงมีเพียงนายคำผลซึ่งอ้างว่าเป็นผู้พาจำเลยที่ 2 ไปกู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นพยาน จึงมีน้ำหนักน้อย แม้จำเลยทั้งสองจะมีหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2522 และมีนายบุญถมผู้เขียนสัญญากับนายทองจันทร์ซึ่งลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเป็นพยาน แต่ศาลฎีกาได้ตรวจดูเนื้อกระดาษและสีของหมึกที่ใช้เขียนไม่เก่าสมกับที่ทำขึ้นกว่า 20 ปีแล้ว รายละเอียดของที่ดินพิพาทจะระบุไว้ก็ลอกรายการตำแหน่งที่ดิน และทะเบียนของหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาทั้งหมดเกินกว่าปกติที่ระบุกันแต่เพียงตำแหน่งที่ดินกับเลขที่ของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) กับเลขที่ดินเท่านั้น จึงเป็นข้อพิรุธ ทั้งนายคำผล นายบุญถม และนายทองจันทร์ ต่างก็เบิกความว่าไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และส่งมอบการครอบครองให้แล้วโดยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ไพโรจน์ วายุภาพ-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องอาศัยหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนในการวินิจฉัยคดี โดยกล่าวถึง "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" หรือ "หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2472, 438/2495, 1346/2506, 683/2507, 1918-1926/2511, 472/2513, 2324/2516, 290/2520, 1673/2523, 1623/2525, 4731/2533, 2380/2535, 6544/2537, 5161/2539, 7007/2540, 6567/2541, 8661/2544, 1820/2545, 7393/2550 การนำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้ในกฎหมายไทยเป็นการใช้กฎหมายประเภทใด เนื่องจากการใช้กฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ให้ใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษรก่อน เมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่จะยกมาปรับคดีให้วินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้นให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีบทกฎหมายที่จะเทียบเคียงได้ ก็ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป ข้อเท็จจริงในคดีที่มีการอ้างหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนส่วนมากจะเป็นกรณีที่ผู้โอนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่โอน เป็นเหตุให้ผู้รับโอนไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น แต่ศาลฎีกาไม่ได้อ้างอิงว่านำหลักดังกล่าวมาจากบทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดโดยเฉพาะ ในขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่องกล่าวไว้ชัดเจนว่าหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเป็น "หลักกฎหมายทั่วไป" เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2506, 472/2513, 7007/2540, 5640/2541 ทำให้เข้าใจว่าหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนไม่มีบัญญัติเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรในระบบกฎหมายไทย และจะนำมาใช้วินิจฉัยคดีได้ในฐานะที่เป็นหลักกฎหมายทั่วไป (General principles of law) มีความเห็น 2 ประการเกี่ยวกับความหมายของ "หลักกฎหมายทั่วไป" ความเห็นแรกถือว่าสุภาษิตกฎหมายที่เขียนเป็นภาษาละตินเป็นหลักกฎหมายทั่วไป เช่น สุภาษิตที่ว่า ผู้ซื้อต้องระวัง (Caveat emptor), ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (Nemo dat quod non habet) ความเห็นที่สองถือว่าหลักกฎหมายทั่งไปได้แก่หลักกฎหมายที่ผู้ร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นำมาใช้ในการร่างประมวลกฎหมาย เมื่อนำบทมาตราต่าง ๆ หลาย ๆ มาตราที่บัญญัติสำหรับข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกันมาพิจารณา ก็จะพบหลักกฎหมายทั่วไปที่ผู้ร่างนำมาใช้ เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (หยุด แสงอุทัย, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, กรุงเทพมหานคร : หจก.ยงพลเทรดดิ้ง, 2545, หน้า 135) ลำพังสุภาษิตกฎหมายละตินไม่ใช่หลักกฎหมายทั่วไปที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีในฐานะนั้น เว้นแต่ศาลจะค้นพบ "หลักกฎหมายทั่วไป" ของไทยว่ามีข้อความตรงกับสุภาษิตกฎหมายละตินจากกฎหมายไทยทั้งหลาย โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ร่างขึ้นจากประมวลกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งตัดตอนมาจากกฎหมายโรมัน สุภาษิตกฎหมายละตินจึงเป็นเครื่องมือทางอ้อมที่จะช่วยให้ศาลพบ "หลักกฎหมายทั่วไป" ของไทยได้เร็วขึ้น (หยุด แสงอุทัย, ช่องว่างแห่งกฎหมาย, บทบัณฑิตย์ เล่ม 10 ตอน 8 พฤษภาคม 2481) เมื่อพิจารณาความหมายของหลักกฎหมายทั่วไปตามความเห็นที่สองแล้ว จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางมาตราร่างขึ้นตามหลักกฎหมายทั่วไป โดยในส่วนของหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมีบัญญัติไว้ เช่น ในเรื่องการโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ถ้าลูกหนี้เพียงแต่ได้รับคำบอกกล่าวการโอน ลูกหนี้สามารถยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับคำบอกกล่าวขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนตามมาตรา 308 วรรคสอง หรือในกฎหมายลักษณะทรัพย์ การที่เจ้าของมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนตามมาตรา 1336 ผู้รับโอนทรัพย์สินจากเจ้าของย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่โอน ในทางกลับกันถ้าผู้โอนทรัพย์สินไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอน ผู้ที่มารับโอนทรัพย์สินจากบุคคลนั้นย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนในกรณีนี้จึงเป็นหลักเดียวกับสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนตามมาตรา 1336 นั่นเอง (วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สิน, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เดือนตุลา, 2545, 2545, หน้า 241) การนำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาปรับแก่ข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อผู้โอนไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอน ผู้รับโอนย่อมไม่ได้สิทธิอะไรไป จึงเป็นการใช้มาตรา 1336 ซึ่งเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรอันเป็นบ่อเกิดของกฎหมายในลำดับแรกตามมาตรา 4 มิใช่ใช้ในฐานะที่เป็น "หลักกฎหมายทั่วไป" หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนตามมาตรา 1336 มีข้อยกเว้นตามมาตรา 1299 วรรคสอง ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้อสังหาริมทรัพย์ไปทางทะเบียนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สำหรับปัญหาว่ามาตรา 1299 วรรคสอง ใช้กับที่ดินมือเปล่าด้วยหรือไม่ เดิมเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2495 วินิจฉัยว่า การซื้อขายที่ดินมือเปล่าโดยทำหนังสือและจดทะเบียน ถ้าผู้ซื้อซื้อโดยสุจริตย่อมได้ทรัพยสิทธิในที่ดิน ผู้มีทรัพยสิทธิในที่ดินนั้นมาก่อนแต่มิได้จดทะเบียน จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ซื้อโดยสุจริตไม่ได้ ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2513, 3276/2533 และ 3194/2537 ตัดสินทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่มีเพียง น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. ไม่อาจนำมาตรา 1299 วรรคสอง มาปรับใช้ได้ เพราะไม่ใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่ภายหลังได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2538 และ 2512/2549 นำมาตรา 1299 วรรคสอง มาใช้กับที่ดิน น.ส.3 และ น.ส.3 ก. ด้วย ทั้งนี้บุคคลภายนอกจะต้องกล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องหรือยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การโดยชัดแจ้งด้วยว่าตนรับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน มิฉะนั้นไม่มีประเด็นที่จะนำสืบให้ศาลวินิจฉัย และปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นอ้างเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2485, 3705/2535) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่ขายให้แก่จำเลยที่ 2 คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยฟังว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และส่งมอบการครอบครองแล้วที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ เมื่อไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา 1299 วรรคสอง ซึ่งเป็นข้อยกเว้น ก็ต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์จึงเป็นฝ่ายชนะคดี คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้จึงไม่ขัดกับฎีกาที่ 427/2538 และ 2512/2549 ดังกล่าวมาข้างต้น เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล