คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6054/2550 ฉบับเต็ม

#414192
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6054/2550 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าอุบลราชธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 927, มาตรา 937, มาตรา 967 วรรคสาม ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 225 วรรคสอง ธนาคาร น. เป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน การที่ ธนาคาร น. ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงินจึงเป็นผู้รับรองตาม ป.พ.พ. มาตรา 927 ต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตามมาตรา 937 ธนาคาร น. ย่อมอยู่ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคาร น. ตามมาตรา 967 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อธนาคาร น. ได้จ่ายเงินให้บริษัท ต. ซึ่งเป็นผู้รับเงินไปแล้ว ธนาคาร น. จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายได้ไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้วก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจะสละประเด็นพิพาทข้อนี้ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวน 92 ฉบับ โดยสั่งให้จ่ายเงินแก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 1 ได้นำไปให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี รับรองธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี ได้ลงลายมือชื่อรับรองตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ เมื่อตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับถึงกำหนด ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินไป ต่อมาธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ชำระเงินแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 15,277,603.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 8,882,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการขอให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รับรองตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินตามคำรับรองไปแล้วก็ต้องไปใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) หาอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายเรื่องดอกเบี้ยที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองให้ชัดเจน จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินถึงกำหนดใช้เงิน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 15,277,603.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 8,882,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวน 92 ฉบับ โดยตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้สั่งให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินให้แก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วแลกเงินดังกล่าว เมื่อตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับถึงกำหนด บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำตั๋วแลกเงินไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับแล้ว เห็นว่า ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน การที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงินจึงเป็นผู้รับรองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 927 ต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตามมาตรา 937 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมอยู่ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามมาตรา 967 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินให้บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเงินไปแล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายได้ไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้วก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจะสละประเด็นพิพาทข้อนี้ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (มนตรี ยอดปัญญา-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
414192
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015057"
    }
}
date
2550
deka_no
6054/2550
deka_running_no
6054
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 927",
            "ม. 937",
            "ม. 967 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 225 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้จำหน่ายโตโยต้า กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวน 92 ฉบับ โดยสั่งให้จ่ายเงินแก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 1 ได้นำไปให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี รับรองธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี ได้ลงลายมือชื่อรับรองตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ เมื่อตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับถึงกำหนด ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินไป ต่อมาธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ชำระเงินแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 15,277,603.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 8,882,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการขอให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รับรองตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินตามคำรับรองไปแล้วก็ต้องไปใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) หาอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายเรื่องดอกเบี้ยที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองให้ชัดเจน จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินถึงกำหนดใช้เงิน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 15,277,603.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 8,882,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินจำนวน 92 ฉบับ โดยตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้สั่งให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินให้แก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วแลกเงินดังกล่าว เมื่อตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับถึงกำหนด บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำตั๋วแลกเงินไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับแล้ว เห็นว่า ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน การที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงินจึงเป็นผู้รับรองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 927 ต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตามมาตรา 937 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมอยู่ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามมาตรา 967 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินให้บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเงินไปแล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายได้ไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้วก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจะสละประเด็นพิพาทข้อนี้ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000668.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550