คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2551 ฉบับเต็ม

#414730
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2551 นายสาธิต อมรรัตนกุล โจทก์ นายบุญศักดิ์ ศรีสุริยะธาดา ผู้ร้อง นางอำพรรณ สายเกษม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 280 ในระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพียงเหตุเดียวและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกันส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เช่นนี้ เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิใด จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาเล่นแชร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 199,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 473 เลขที่ดิน 158 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาได้ออกหนังสือแจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลยและเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่ง ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะกันส่วนทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์รายนี้ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ก่อนการไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า ตามคำร้องผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินแปลงนี้เนื่องจากอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องยังมิได้ขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ ในระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพียงเหตุเดียวและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกันส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เช่นนี้ เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิได้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร-สถิตย์ ทาวุฒิ-อิศเรศ ชัยรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
414730
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012024"
    }
}
date
2551
deka_no
899/2551
deka_running_no
899
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "อิศเรศ ชัยรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 280"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสาธิต อมรรัตนกุล"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายบุญศักดิ์ ศรีสุริยะธาดา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอำพรรณ สายเกษม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาเล่นแชร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 199,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 473 เลขที่ดิน 158 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาได้ออกหนังสือแจ้งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลยและเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่ง ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะกันส่วนทรัพย์ดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์รายนี้

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ก่อนการไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า ตามคำร้องผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินแปลงนี้เนื่องจากอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องยังมิได้ขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทหรือไม่ ในระหว่างการไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพียงเหตุเดียวและผู้ร้องยังไม่ยื่นขอกันส่วนเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เช่นนี้ เหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องบรรยายคำร้องเพียงว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และหากให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปจะมีปัญหาโต้แย้งระหว่างผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งกับผู้ซื้อ โดยไม่ปรากฏจากคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิได้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000641.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551