คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5013/2551 ฉบับเต็ม

#414844
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5013/2551 บริษัทแม่จันคอนกรีต (999) จำกัด โจทก์ นายมนุรักษ์ ขัดสุรินทร์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 35 ป.วิ.พ. มาตรา 27 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยยังไม่ได้ทำการไต่สวนและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ อันจะมีผลทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดและโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ทนายจำเลยฟัง โดยถือว่าได้อ่านให้จำเลยฟังด้วยแล้ว ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผิดระเบียบ และมีคำสั่งให้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ถึงแม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยย้ายออกจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่บ้านเลขที่ 397 หมู่ 5 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 แล้วแต่ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องระบุว่า จำเลยเพิ่งย้ายเข้าไปในบ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ทั้งในการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยก็ส่งไปยังภูมิลำเนาตามฟ้อง และจำเลยยื่นคำให้การแก้ฎีกา แสดงว่าจำเลยย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจะต้องมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อศาลมีหมายเรียกไป หากจำเลยย้ายภูมิลำเนาจำเลยก็ต้องแจ้งให้ศาลทราบ แต่จำเลยก็ไม่เคยแจ้งให้ศาลทราบถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยยังแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งที่จะถือเอาภูมิลำเนาตามคำฟ้องเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการดำเนินคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 แม้จะได้ความว่าขณะปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาเฉพาะการอยู่สถานที่เดิม และได้ทราบนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชอบแล้ว การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่ผิดระเบียบ ไม่มีเหตุผลให้เพิกถอน ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 อ้างว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยยังไม่ได้ทำการไต่สวนและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ อันจะมีผลทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดและปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยแต่อย่างใด คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)" จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ (สถิตย์ ทาวุฒิ-อิศเรศ ชัยรัตน์-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
414844
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009013"
    }
}
date
2551
deka_no
5013/2551
deka_running_no
5013
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 35"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทแม่จันคอนกรีต (999) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมนุรักษ์ ขัดสุรินทร์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ทนายจำเลยฟัง โดยถือว่าได้อ่านให้จำเลยฟังด้วยแล้ว ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผิดระเบียบ และมีคำสั่งให้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ถึงแม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยย้ายออกจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่บ้านเลขที่ 397 หมู่ 5 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 แล้วแต่ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องระบุว่า จำเลยเพิ่งย้ายเข้าไปในบ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ทั้งในการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยก็ส่งไปยังภูมิลำเนาตามฟ้อง และจำเลยยื่นคำให้การแก้ฎีกา แสดงว่าจำเลยย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจะต้องมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อศาลมีหมายเรียกไป หากจำเลยย้ายภูมิลำเนาจำเลยก็ต้องแจ้งให้ศาลทราบ แต่จำเลยก็ไม่เคยแจ้งให้ศาลทราบถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยยังแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งที่จะถือเอาภูมิลำเนาตามคำฟ้องเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการดำเนินคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 แม้จะได้ความว่าขณะปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาเฉพาะการอยู่สถานที่เดิม และได้ทราบนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชอบแล้ว การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่ผิดระเบียบ ไม่มีเหตุผลให้เพิกถอน ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 อ้างว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยยังไม่ได้ทำการไต่สวนและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ อันจะมีผลทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดและปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยแต่อย่างใด คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)"

จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000614.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551