คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2551 ฉบับเต็ม

#414857
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2551 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายจักรี แจ่มสิริจริยาวัตร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 24 ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงการยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ยกกระบวนพิจารณาทั้งหมด และยกคำร้องของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1125 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 417,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 253,418 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จดทะเบียนจำนองไว้ดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกฟ้องในคดีล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 12/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไป โจทก์ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ขอให้งดการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิเหนือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1125 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นหลักประกันที่จำเลยได้จำนองไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยไม่ต้องขอชำระหนี้ตามความในมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 การที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ถือว่าเป็นการปลดหนี้ให้จำเลยแต่อย่างใด ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยได้ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายเรื่องอื่น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงการยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาภายหลังจากที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247 และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับให้ยกฎีกาของจำเลยและให้ยกคำร้องขอของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 เสียด้วย (ชาลี ทัพภวิมล-สมศักดิ์ จันทรา-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
414857
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011688"
    }
}
date
2551
deka_no
1394/2551
deka_running_no
1394
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 24"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจักรี แจ่มสิริจริยาวัตร"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1125 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 417,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 253,418 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จดทะเบียนจำนองไว้ดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกฟ้องในคดีล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 12/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไป โจทก์ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ขอให้งดการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิเหนือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1125 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นหลักประกันที่จำเลยได้จำนองไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยไม่ต้องขอชำระหนี้ตามความในมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 การที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอชำระหนี้ในคดีล้มละลายไม่ถือว่าเป็นการปลดหนี้ให้จำเลยแต่อย่างใด ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยได้ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายเรื่องอื่น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ได้กำหนดไว้โดยแจ้งชัดว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดและดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงการยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาภายหลังจากที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247 และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับให้ยกฎีกาของจำเลยและให้ยกคำร้องขอของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 เสียด้วย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000638.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551