คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6408/2550 ฉบับเต็ม

#414864
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6408/2550 ธนาคารซิตี้แบงก์ โจทก์ นายสุรพงษ์ ศรีกาญจนา จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 193/34 (7), มาตรา 177 วรรคสอง, มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 243 (1) จำเลยให้การว่า จำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์เพียง 10,000 บาท และผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมา จำเลยชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2540 เมื่อนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ดังนี้ คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทตามกฎหมายต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีมีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ให้การว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี โดยเพิ่งยกเหตุที่คดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปจากจำเลยขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความจึงไม่ชอบและเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 57,299.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 35 ต่อปี จากต้นเงิน 28,320.53 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 33,856.15 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,320.53 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ได้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ภายหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ตามใบแจ้งยอดบัญชี มาหักชำระหนี้ในวันที่ชำระ โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2540 จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตของโจทก์ตามสัญญาให้สินเชื่อ และจำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งต้องชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป และโจทก์ระงับการให้สินเชื่อแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 33,856.15 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินต้นจำนวน 28,320.53 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์เพียง 10,000 บาท และผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมา จำเลยชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2540 เมื่อนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ดังนี้คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทตามกฎหมายต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีมีประเด็นเรื่องอายุความที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยไม่ได้ให้การว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี โดยเพิ่งยกเหตุที่คดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปจากจำเลยขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความ จึงไม่ชอบ และเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหาว่าคดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาให้สินเชื่อเรดดี้เครดิตที่จำเลยทำไว้กับโจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยสมัครเป็นสมาชิกนั้น มีเนื้อหาสาระสำคัญระบุไว้ชัดเจนว่า วงเงินสินเชื่อที่จำเลยมีสิทธิใช้นั้นโจทก์เป็นผู้กำหนดให้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของโจทก์ โจทก์ออกบัตรเครดิตพร้อมกำหนดรหัสประจำตัวให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยสามารถนำไปใช้ถอนเงินจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ตามความต้องการของจำเลยภายใต้วงเงินที่โจทก์กำหนดให้ สัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยโจทก์คิดค่าธรรมเนียมการทำสัญญาจากจำเลยปีละ 500 บาท หากมีการต่อสัญญาจำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีในอัตราเดียวกันนี้หรือในอัตราอื่นใดตามที่โจทก์จะแจ้งแก่จำเลยทุกปี การให้สินเชื่อดังกล่าวจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 26 ต่อปี และต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยในแต่ละเดือน แม้ตามข้อสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อตกลงให้จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ดังกล่าวไปซื้อสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้โดยตรงก็ตาม แต่ลักษณะของข้อตกลงที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์อำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยในการเบิกถอนเงินสดจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์เป็นผู้ควบคุมวงเงินที่จำเลยจะเบิกถอนได้ และคิดค่าธรรมเนียมจากการที่จำเลยสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อใช้บริการสินเชื่อดังกล่าวเป็นรายปี จึงมีลักษณะที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินสดให้แก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกเพื่อให้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสดได้ตามเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ไปใช้จ่ายได้ตามความต้องการของจำเลยเองเช่นกัน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ ให้สมาชิก การที่โจทก์ให้สมาชิกนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งต้องชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงตั้งต้นนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
414864
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014722"
    }
}
date
2550
deka_no
6408/2550
deka_running_no
6408
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/34 (7)",
            "ม. 177 วรรคสอง",
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 243 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารซิตี้แบงก์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรพงษ์ ศรีกาญจนา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 57,299.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 35 ต่อปี จากต้นเงิน 28,320.53 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 33,856.15 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,320.53 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ได้นำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ภายหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ตามใบแจ้งยอดบัญชี มาหักชำระหนี้ในวันที่ชำระ โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเหลือจึงนำไปหักชำระต้นเงิน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2540 จำเลยขอใช้บริการสินเชื่อเรดดี้เครดิตของโจทก์ตามสัญญาให้สินเชื่อ และจำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งต้องชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป และโจทก์ระงับการให้สินเชื่อแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 33,856.15 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงินต้นจำนวน 28,320.53 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยเบิกถอนเงินจากโจทก์เพียง 10,000 บาท และผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมา จำเลยชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2540 เมื่อนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ดังนี้คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทตามกฎหมายต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีมีประเด็นเรื่องอายุความที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยไม่ได้ให้การว่าเหตุใดจึงมีอายุความ 2 ปี โดยเพิ่งยกเหตุที่คดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปจากจำเลยขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความ จึงไม่ชอบ และเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหาว่าคดีโจทก์มีอายุความ 2 ปี เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาให้สินเชื่อเรดดี้เครดิตที่จำเลยทำไว้กับโจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยสมัครเป็นสมาชิกนั้น มีเนื้อหาสาระสำคัญระบุไว้ชัดเจนว่า วงเงินสินเชื่อที่จำเลยมีสิทธิใช้นั้นโจทก์เป็นผู้กำหนดให้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของโจทก์ โจทก์ออกบัตรเครดิตพร้อมกำหนดรหัสประจำตัวให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยสามารถนำไปใช้ถอนเงินจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ตามความต้องการของจำเลยภายใต้วงเงินที่โจทก์กำหนดให้ สัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยโจทก์คิดค่าธรรมเนียมการทำสัญญาจากจำเลยปีละ 500 บาท หากมีการต่อสัญญาจำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีในอัตราเดียวกันนี้หรือในอัตราอื่นใดตามที่โจทก์จะแจ้งแก่จำเลยทุกปี การให้สินเชื่อดังกล่าวจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 26 ต่อปี และต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ออกใบแจ้งยอดบัญชีส่งให้จำเลยในแต่ละเดือน แม้ตามข้อสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อตกลงให้จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ดังกล่าวไปซื้อสินค้าหรือบริการแทนเงินสดได้โดยตรงก็ตาม แต่ลักษณะของข้อตกลงที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์อำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยในการเบิกถอนเงินสดจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ตามความต้องการของจำเลยโดยโจทก์เป็นผู้ควบคุมวงเงินที่จำเลยจะเบิกถอนได้ และคิดค่าธรรมเนียมจากการที่จำเลยสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อใช้บริการสินเชื่อดังกล่าวเป็นรายปี จึงมีลักษณะที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินสดให้แก่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกเพื่อให้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสดได้ตามเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ไปใช้จ่ายได้ตามความต้องการของจำเลยเองเช่นกัน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆ ให้สมาชิก การที่โจทก์ให้สมาชิกนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ได้ แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีนี้จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งต้องชำระหนี้ให้โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2541 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงตั้งต้นนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000665.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550