คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2550 ฉบับเต็ม

#414874
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2550 นางสาวกิติมา สุระอาชารัตน์ กับพวก โจทก์ นายเด่นพิทักษ์ แหวนหล่อ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), มาตรา 247 ปัญหาว่า จำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจะต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนที่ฝ่ายจำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเสียหายจำนวนนี้ไปแล้ว จึงต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนเงินที่จำเลยทั้ง 4 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษา จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายไปก่อน โดยให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปพิสูจน์ขอหักหนี้ในชั้นบังคับคดีหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เมื่อจำเลยที่ 4 วางเงินต่อศาลโดยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองคนใดและจำนวนคนละเท่าใด จึงต้องถือว่าให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 75,000 บาท เท่าๆ กัน เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 1,621,587 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 868,150 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 132,617 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นตันไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 846,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 800,000 บาท และต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนคิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 12-2999 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 กระทำละเมิด โดยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่นแล้วชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ศ - 4404 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับและโจทก์ที่ 2 นั่งโดยสารมาในรถด้วย ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่หักเงินที่จำเลยที่ 4 วางต่อศาลแขวงพระนครเหนือเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองในนามของจำเลยที่ 1 ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว ตามคำร้อง ใบมอบอำนาจ และใบรับเงิน เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเสียหายจำนวนนี้ไปแล้ว จึงต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษา จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายไปก่อนโดยให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปพิสูจน์ขอหักหนี้ในชั้นบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เมื่อจำเลยที่ 4 วางเงินต่อศาลโดยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองคนใดและจำนวนคนละเท่าใดจึงต้องถือว่าให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 75,000 บาท เท่าๆ กัน เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 771,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำนวนเงิน 725,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สิทธิชัย รุ่งตระกูล-สมศักดิ์ เนตรมัย-มานัส เหลืองประเสริฐ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
414874
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014615"
    }
}
date
2550
deka_no
6454/2550
deka_running_no
6454
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 245 (1)",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวกิติมา สุระอาชารัตน์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเด่นพิทักษ์ แหวนหล่อ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 1,621,587 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 868,150 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 132,617 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นตันไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 846,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 800,000 บาท และต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนคิดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 12-2999 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 กระทำละเมิด โดยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่นแล้วชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 5 ศ - 4404 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับและโจทก์ที่ 2 นั่งโดยสารมาในรถด้วย ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่หักเงินที่จำเลยที่ 4 วางต่อศาลแขวงพระนครเหนือเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองในนามของจำเลยที่ 1 ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว ตามคำร้อง ใบมอบอำนาจ และใบรับเงิน เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้วางเงินจำนวน 150,000 บาท ในนามของจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีอาญา เพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเสียหายจำนวนนี้ไปแล้ว จึงต้องหักเงินจำนวนดังกล่าวจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษา จะพิพากษาให้จำเลยรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายไปก่อนโดยให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะไปพิสูจน์ขอหักหนี้ในชั้นบังคับคดีตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าที่จะต้องรับผิดตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เมื่อจำเลยที่ 4 วางเงินต่อศาลโดยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองคนใดและจำนวนคนละเท่าใดจึงต้องถือว่าให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 75,000 บาท เท่าๆ กัน เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 771,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำนวนเงิน 725,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000664.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550