คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2343/2551 ฉบับเต็ม

#415467
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2343/2551 นายอำนวย น้อยโสภณ โจทก์ พันจ่าอากาศเอกหรือนายจรูญ ธูปะเตมีย์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และภริยาโจทก์ช่วยชำระค่าปรับ 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะร่วมกันนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยาในภายหลัง จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับเองแต่จำเลยทั้งสองกลับให้การในตอนหลังว่า หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความ กรณีจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ค่าปรับที่ชำระแก่กรมสรรพสามิตเป็นเงินของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเงินของโจทก์ และเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองขอให้โจทก์และนางวัฒนาภริยาโจทก์ ช่วยชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะร่วมกันนำเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยา โจทก์และภริยาจึงชำระเงินค่าปรับจำนวนดังกล่าวให้แก่กรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 ไป หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์และภริยาตามสัญญา ต่อมาภริยาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของภริยา คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองค้างชำระเงินโจทก์ 1,451,450 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,451,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับให้แก่กรมสรรพสามิตเอง ขณะภริยาโจทก์มีชีวิตไม่เคยทวงถามเงินค่าปรับจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็ไม่เคยทวงถามเงินดังกล่าวด้วย หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,451,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และภริยาโจทก์ช่วยชำระค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะร่วมกันนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยาในภายหลัง จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับให้แก่กรมสรรพสามิตเอง แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การในตอนหลังว่า หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ กรณีจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ค่าปรับที่ชำระแก่กรมสรรพสามิตเป็นเงินของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเงินของโจทก์ และเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ แต่อย่างไรก็ดี คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่ได้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามกฎหมาย คงมีประเด็นวินิจฉัยชั้นศาลฎีกาว่า โจทก์และภริยาโจทก์ได้ชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่าปรับดังกล่าวคืนแก่โจทก์จริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์และนางสาวพิศมัยผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครศรีอยุธยา เบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและสำเนาใบถอนเงินว่า นางวัฒนาได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนจำนวน 1,400,000 บาท เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 แล้วนำเงินที่รวบรวมจากการค้าขายอีกจำนวนประมาณ 50,000 บาท ไปชำระค่าปรับต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน แต่จนปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้ชำระเงินคืน เห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบกันดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์และภริยาโจทก์ได้ชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 จริง อันถือได้วาเป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่าปรับดังกล่าวคืนแก่โจทก์ดังฟ้องจริง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นประเด็นในคดีนี้แต่อย่างใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืนค (เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-สิริรัตน์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415467
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010779"
    }
}
date
2551
deka_no
2343/2551
deka_running_no
2343
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "สิริรัตน์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอำนวย น้อยโสภณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พันจ่าอากาศเอกหรือนายจรูญ ธูปะเตมีย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองขอให้โจทก์และนางวัฒนาภริยาโจทก์ ช่วยชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะร่วมกันนำเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยา โจทก์และภริยาจึงชำระเงินค่าปรับจำนวนดังกล่าวให้แก่กรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 ไป หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์และภริยาตามสัญญา ต่อมาภริยาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของภริยา คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองค้างชำระเงินโจทก์ 1,451,450 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,451,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับให้แก่กรมสรรพสามิตเอง ขณะภริยาโจทก์มีชีวิตไม่เคยทวงถามเงินค่าปรับจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็ไม่เคยทวงถามเงินดังกล่าวด้วย หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,451,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และภริยาโจทก์ช่วยชำระค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ในข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะร่วมกันนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนให้แก่โจทก์และภริยาในภายหลัง จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าปรับให้แก่กรมสรรพสามิตเอง แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การในตอนหลังว่า หนี้ค่าปรับมิใช่เงินของโจทก์ ถ้าทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็นเงินของโจทก์ซึ่งเป็นการชำระหนี้แทน ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ กรณีจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ค่าปรับที่ชำระแก่กรมสรรพสามิตเป็นเงินของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเงินของโจทก์ และเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง จึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ แต่อย่างไรก็ดี คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่ได้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามกฎหมาย

คงมีประเด็นวินิจฉัยชั้นศาลฎีกาว่า โจทก์และภริยาโจทก์ได้ชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่าปรับดังกล่าวคืนแก่โจทก์จริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์และนางสาวพิศมัยผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครศรีอยุธยา เบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและสำเนาใบถอนเงินว่า นางวัฒนาได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนจำนวน 1,400,000 บาท เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 แล้วนำเงินที่รวบรวมจากการค้าขายอีกจำนวนประมาณ 50,000 บาท ไปชำระค่าปรับต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน แต่จนปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้ชำระเงินคืน เห็นว่า โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบกันดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์และภริยาโจทก์ได้ชำระเงินค่าปรับจำนวน 1,451,450 บาท ต่อกรมสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 1 จริง อันถือได้วาเป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระเงินค่าปรับดังกล่าวคืนแก่โจทก์ดังฟ้องจริง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เป็นประเด็นในคดีนี้แต่อย่างใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนค
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000630.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551