คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7394/2550 ฉบับเต็ม

#415490
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7394/2550 นางแหวว อู่วิเชียร โดยนายเล็ก อู่วิเชียร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางชลรส จันทมาลา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 156, มาตรา 159, มาตรา 175, มาตรา 176 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 173 วรรคสอง (1), มาตรา 246 โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตรโจทก์แล้ว เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉล หากโจทก์ทราบความจริงว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชี การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. 159 โจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ตามมาตรา 175 (3) เท่านั้น สัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะ หาใช่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมซึ่งจะมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินคืนโจทก์ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วโดยการฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งรับซื้อฝากโดยสุจริต และพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะอุทธรณ์ฝ่ายเดียวก็ตาม แต่การที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องโอนที่ดินคืนโจทก์ อันเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจโอนที่ดินคืนโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้อง เพราะมีผลกระทบให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนต่อเนื่องมาทางทะเบียนต้องขาดสาย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 โดยพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลังจากโจทก์ฟ้องคดีแรกแล้ว โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีหลังโดยมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับคดีแรก ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมจากคดีแรกเท่านั้น คำขอบังคับในคดีหลังโจทก์อาจขอได้ในคดีแรกอยู่แล้ว จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีหลังขณะคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ฟ้องโจทก์ในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ในราคาไร่ละ 1,700,000 บาท นัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ 36,500,000 บาท ก่อนถึงกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ให้ก่อน โจทก์จึงให้บุตรโจทก์ไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฉะเชิงเทรา ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอรับสมุดเงินฝากดังกล่าวไปจากโจทก์ จำเลยที่ 1 เข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแล้วนำสมุดเงินฝากมาให้บุตรโจทก์ตรวจสอบ ปรากฏว่ามีเงินฝากอยู่ในบัญชี 36,500,000 บาท โจทก์จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 6,500,000 บาท ต่อมาโจทก์ให้บุตรโจทก์ไปเบิกเงินที่ธนาคาร จึงทราบว่าถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง เนื่องจากมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียง 1,000 บาท โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว จำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์ นิติกรรมขายฝากทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์ติดตามเอาที่ดินคืน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จำหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ และส่งมอบโฉนดที่ดินคืน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินคืน ขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา มีข้อกล่าวหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องเช่นเดียวกับสำนวนแรก แต่มีคำขอบังคับเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสำนวนแรก โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวนโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายเล็กบุตรโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวนโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินโดยทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 โอนเงิน 36,500,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนายเล็กบุตรโจทก์ เพื่อชำระเป็นค่าที่ดินแก่โจทก์เรียบร้อยแล้วแต่ความจริงไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชี และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 6,500,000 บาท กำหนดสินไถ่ไว้เป็นเงิน 7,350,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินสำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตหรือไม่เห็นว่า เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่สุจริตภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องเป็นฝ่ายนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต... และศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักดีว่าพยานหลักฐานของโจทก์เหตุอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาเป็นเพียงความคิดเห็นของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีเข้ากับตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ เห็นว่า การที่โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตรโจทก์ตามข้อตกลงแล้วนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉล ซึ่งหากโจทก์ทราบความจริงว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ตามมาตรา 175 (3) เท่านั้น แต่การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายและโอนที่ดินที่ซื้อขายให้แก่กัน หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหาสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกลางแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมโดยการฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ดังนี้ เมื่อถือได้ว่าโจทก์บอกล้างเป็นโมฆียะกรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องโอนที่ดินคืนแก่โจทก์อันเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับซื้อฝากโดยสุจริตไปแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้องเพราะมีผลกระทบทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนต่อเนื่องมาทางทะเบียนต้องขาดสาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในสำนวนหลังต่อไปด้วยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังโดยมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับสำนวนแรก ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นอย่างเดียวกันเพียงแต่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมจากสำนวนแรกเท่านั้น ซึ่งคำขอบังคับดังกล่าวโจทก์อาจขอได้ในสำนวนแรกอยู่แล้วจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังขณะคดีสำนวนแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชัชลิต ละเอียด-บุญรอด ตันประเสริฐ-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415490
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014153"
    }
}
date
2550
deka_no
7394/2550
deka_running_no
7394
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชัชลิต ละเอียด",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 156",
            "ม. 159",
            "ม. 175",
            "ม. 176"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 173 วรรคสอง (1)",
            "ม. 246"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางแหวว อู่วิเชียร โดยนายเล็ก อู่วิเชียร"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางชลรส จันทมาลา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ในราคาไร่ละ 1,700,000 บาท นัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ 36,500,000 บาท ก่อนถึงกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ให้ก่อน โจทก์จึงให้บุตรโจทก์ไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฉะเชิงเทรา ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอรับสมุดเงินฝากดังกล่าวไปจากโจทก์ จำเลยที่ 1 เข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแล้วนำสมุดเงินฝากมาให้บุตรโจทก์ตรวจสอบ ปรากฏว่ามีเงินฝากอยู่ในบัญชี 36,500,000 บาท โจทก์จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 6,500,000 บาท ต่อมาโจทก์ให้บุตรโจทก์ไปเบิกเงินที่ธนาคาร จึงทราบว่าถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง เนื่องจากมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียง 1,000 บาท โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว จำเลยทั้งสองคบคิดกันฉ้อฉลโจทก์ นิติกรรมขายฝากทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์ติดตามเอาที่ดินคืน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จำหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ และส่งมอบโฉนดที่ดินคืน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินคืน ขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา มีข้อกล่าวหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องเช่นเดียวกับสำนวนแรก แต่มีคำขอบังคับเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากสำนวนแรก โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวนโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายเล็กบุตรโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวนโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31421 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินโดยทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 โอนเงิน 36,500,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนายเล็กบุตรโจทก์ เพื่อชำระเป็นค่าที่ดินแก่โจทก์เรียบร้อยแล้วแต่ความจริงไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชี และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เป็นเงิน 6,500,000 บาท กำหนดสินไถ่ไว้เป็นเงิน 7,350,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินสำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตหรือไม่เห็นว่า เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่สุจริตภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องเป็นฝ่ายนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต... และศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักดีว่าพยานหลักฐานของโจทก์เหตุอื่น ๆ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกาเป็นเพียงความคิดเห็นของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีเข้ากับตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกา โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ เห็นว่า การที่โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เพราะหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงว่าได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีเงินฝากของบุตรโจทก์ตามข้อตกลงแล้วนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมเพราะถูกจำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉล ซึ่งหากโจทก์ทราบความจริงว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียได้ตามมาตรา 175 (3) เท่านั้น แต่การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายและโอนที่ดินที่ซื้อขายให้แก่กัน หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว

ปัญหาสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกลางแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมโดยการฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ดังนี้ เมื่อถือได้ว่าโจทก์บอกล้างเป็นโมฆียะกรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องโอนที่ดินคืนแก่โจทก์อันเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับซื้อฝากโดยสุจริตไปแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้องเพราะมีผลกระทบทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนต่อเนื่องมาทางทะเบียนต้องขาดสาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในสำนวนหลังต่อไปด้วยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังโดยมีสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับสำนวนแรก ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นอย่างเดียวกันเพียงแต่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมจากสำนวนแรกเท่านั้น ซึ่งคำขอบังคับดังกล่าวโจทก์อาจขอได้ในสำนวนแรกอยู่แล้วจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังขณะคดีสำนวนแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ฟ้องโจทก์ในสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000660.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550