คำวินิจฉัยที่ 23/2547 ฉบับเต็ม

#415579
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยที่ 23/2547 นายอำนวย เกียรติดอนเมือง โจทก์ นายอานพ อัศววุฒิพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ไม่มีย่อสั้น ___________________________ (สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๒๓/๒๕๔๗ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ศาลแพ่ง ระหว่าง ศาลปกครองกลาง การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลแพ่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี นายอำนวย เกียรติดอนเมือง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอานพ อัศววุฒิพงษ์ ที่ ๑พันตำรวจโท สุพจน์ ฟักแฟงหรือฟักแฟ ที่ ๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐๕/๒๕๔๖ ความว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ ในฐานะส่วนตัวและฐานะของพนักงานสอบสวนคดีอาญาตามอำนาจหน้าที่และตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ทำการจับกุมคุมขังโจทก์ ตามคำร้องทุกข์ของจำเลยที่ ๑ ที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดในคดีอาญาและส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในข้อหาปล้นทรัพย์ต่อศาลอาญา ต่อมา จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกันยึดทรัพย์สินของโจทก์ อันประกอบด้วย เงินสดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และรถตู้พร้อมสมุดจดทะเบียนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ๓ฝ-๙๖๗๓ กรุงเทพมหานคร นำไปขายแก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน ๓๙๘,๐๐๐ บาท แล้วนำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวมอบแก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม ภายหลังศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๗๓/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ว่า จำเลยที่ ๒ (โจทก์ในคดีนี้) ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินและรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีและยื่นคำร้องว่าคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ ๒และที่ ๓ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแพ่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะพนักงานสอบสวนยึดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเป็นของกลางกับตรวจคืนแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เป็นการดำเนินการตามอำนาจของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบของศาลยุติธรรม ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฟ้องของโจทก์ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายจากการกระทำซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนในการดำเนินการของพนักงานสอบสวนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๒ ได้คืนทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นทรัพย์สินซึ่งได้มาโดยการกระทำผิดในขณะที่คดียังไม่เสร็จและศาลก็มิได้มีคำสั่งให้คืน จึงเป็นการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ กับพวก อันเกิดจากการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาได้ คำวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คดีละเมิดเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินกิจการหรือการกระทำต่าง ๆ ของรัฐ ย่อมจะต้องถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้โดยศาล ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการกระทำทางปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ซึ่งบัญญัติให้ ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือในคดีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือในคดีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นการตรวจสอบการกระทำทางปกครองส่วนศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๑ ซึ่งได้แก่ คดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่น ๆ ที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ การดำเนินคดีอาญานั้น เป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการนั้น อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่การกระทำใดที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒การกระทำนั้น จะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง สำหรับคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกันยึดทรัพย์สินของโจทก์ ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยข้อหาปล้นทรัพย์ อันประกอบด้วย เงินสดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และรถตู้พร้อมสมุดจดทะเบียนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ๓ฝ-๙๖๗๓ กรุงเทพมหานคร แล้วนำไปขายแก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน๓๙๘,๐๐๐ บาท แล้วนำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวมอบแก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม ต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๗๓/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ว่า จำเลยที่ ๒ (โจทก์ในคดีนี้) มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พิจารณาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนคดีอาญาเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยเอาไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๓ นำทรัพย์สินของโจทก์ออกขายก่อนศาลในคดีอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ศาลแพ่ง จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดอันเกิดอันเกิดจากการที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระหว่าง นายอำนวย เกียรติดอนเมือง โจทก์ นายอานพ อัศววุฒิพงษ์ ที่ ๑ พันตำรวจโท สุพจน์ฟักแฟงหรือฟักแฟ ที่ ๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลแพ่ง (นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์) ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม (นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์) ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง พลโท (อัฏฐพร เจริญพานิช) พลโท (อาชวัน อินทรเกสร) หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร (นายพรชัย รัศมีแพทย์) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ () แหล่งที่มา ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415579
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082623752"
    }
}
date
2547
deka_no
23/2547
deka_running_no
23
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอำนวย เกียรติดอนเมือง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายอานพ อัศววุฒิพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน"
    }
]
long_text
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๔๗

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๗

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายอำนวย เกียรติดอนเมือง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอานพ อัศววุฒิพงษ์ ที่ ๑พันตำรวจโท สุพจน์ ฟักแฟงหรือฟักแฟ ที่ ๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๐๕/๒๕๔๖ ความว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ ในฐานะส่วนตัวและฐานะของพนักงานสอบสวนคดีอาญาตามอำนาจหน้าที่และตามคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ทำการจับกุมคุมขังโจทก์ ตามคำร้องทุกข์ของจำเลยที่ ๑ ที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดในคดีอาญาและส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในข้อหาปล้นทรัพย์ต่อศาลอาญา

ต่อมา จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกันยึดทรัพย์สินของโจทก์ อันประกอบด้วย เงินสดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และรถตู้พร้อมสมุดจดทะเบียนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ๓ฝ-๙๖๗๓ กรุงเทพมหานคร นำไปขายแก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน ๓๙๘,๐๐๐ บาท แล้วนำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวมอบแก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม ภายหลังศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๗๓/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ว่า จำเลยที่ ๒ (โจทก์ในคดีนี้) ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินและรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีและยื่นคำร้องว่าคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ ๒และที่ ๓ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะพนักงานสอบสวนยึดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเป็นของกลางกับตรวจคืนแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เป็นการดำเนินการตามอำนาจของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบของศาลยุติธรรม ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฟ้องของโจทก์ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายจากการกระทำซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนในการดำเนินการของพนักงานสอบสวนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๒ ได้คืนทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นทรัพย์สินซึ่งได้มาโดยการกระทำผิดในขณะที่คดียังไม่เสร็จและศาลก็มิได้มีคำสั่งให้คืน จึงเป็นการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ กับพวก อันเกิดจากการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ คดีละเมิดเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินกิจการหรือการกระทำต่าง ๆ ของรัฐ ย่อมจะต้องถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้โดยศาล ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการกระทำทางปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๖ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ซึ่งบัญญัติให้ ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือในคดีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือในคดีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นการตรวจสอบการกระทำทางปกครองส่วนศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๑ ซึ่งได้แก่ คดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่น ๆ ที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

การดำเนินคดีอาญานั้น เป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการนั้น อาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่การกระทำใดที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒การกระทำนั้น จะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง

สำหรับคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกันยึดทรัพย์สินของโจทก์ ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องโจทก์เป็นจำเลยข้อหาปล้นทรัพย์ อันประกอบด้วย เงินสดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และรถตู้พร้อมสมุดจดทะเบียนรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ๓ฝ-๙๖๗๓ กรุงเทพมหานคร แล้วนำไปขายแก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน๓๙๘,๐๐๐ บาท แล้วนำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวมอบแก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม ต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๗๓/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ว่า จำเลยที่ ๒ (โจทก์ในคดีนี้) มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ฉะนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พิจารณาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนคดีอาญาเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยเอาไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ โดยคำสั่งของจำเลยที่ ๓ นำทรัพย์สินของโจทก์ออกขายก่อนศาลในคดีอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ศาลแพ่ง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดอันเกิดอันเกิดจากการที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระหว่าง นายอำนวย เกียรติดอนเมือง โจทก์ นายอานพ อัศววุฒิพงษ์ ที่ ๑ พันตำรวจโท สุพจน์ฟักแฟงหรือฟักแฟ ที่ ๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ได้แก่ ศาลแพ่ง

(นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท (อัฏฐพร เจริญพานิช) พลโท (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๔
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง
source
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006641.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำวินิจฉัย
year
2547