คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 -ที่ 6997/2550 ฉบับเต็ม

#415767
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 - 6997/2550 นาย ส. โจทก์ นางสาว ค. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม คำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิง ญ. จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่งเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจำเลยที่ 2 ขอฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะบรรลุนิติภาวะและจบการศึกษาจนสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระทุกปีด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยาน กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือไม่ ได้ความว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิง ญ. จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและโจทก์ไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ และโจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเป็นต้องมีการสืบพยานให้ได้ความ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แถลงรับว่าโจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริงแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานจึงมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานและพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ อีกทั้งยังมีประเด็นพิพาทตามคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดสืบพยานกับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (สิริรัตน์ จันทรา-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-อร่าม เสนามนตรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การฟ้องแย้งต้องดูสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติประกอบด้วย กล่าวคือ จำเลยที่ฟ้องแย้งต้องมีสิทธิในการฟ้องบริบูรณ์ขณะฟ้องแย้ง ทั้งฟ้องแย้งต้องไม่มีเงื่อนไข หากฟ้องแย้งมีเงื่อนไขก็จะเป็นฟ้องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม โดยจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยมีสิทธิชนะคดีอย่างไร หากจำเลยชนะคดีข้อต่อสู้ตามฟ้องแย้งก็ตกไป ศาลไม่ต้องพิจารณาตามฟ้องแย้ง แต่หากศาลฟังข้อเท็จจริงไปตามฟ้องของโจทก์แล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จึงจะขอให้ศาลพิพากษาตามฟ้องแย้ง เช่นนี้เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณา วรพจน์ วัชรางค์กุล การที่เด็กซึ่งเกิดจากบิดาที่มิได้สมรสกันได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไม่ว่าจะโดยการที่บิดามารดาสมรสกันในภายหลัง หรือบิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 แต่เดิมมิได้มีผลทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตั้งแต่วันที่เด็กเกิด หากแต่มีผลนับแต่วันที่บิดามารดาสมรสกัน หรือวันที่บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตร หรือวันมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 เด็กจึงมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาตั้งแต่วันที่ตนเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา หามีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังไปถึงวันที่เด็กเกิดไม่ เพราะขณะนั้นเด็กยังไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 ปัจจุบันมีการแก้ไขมาตรา 1557 โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 7 มีนาคม 2551) มาตรา 6 ให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้ จากหลักการที่แก้ไขใหม่นี้ ทำให้บุตรนอกกฎหมายที่ต่อมาได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตามมาตรา 1547 มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาย้อนหลังไปจนถึงวันเกิด ทั้งนี้ ชายผู้เป็นบิดาไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่จะยกความสุจริตขึ้นต่อสู้ตามมาตรา 1557 สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415767
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014267"
    }
}
date
2550
deka_no
6997/2550
deka_running_no
6997
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "อร่าม เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ค. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจำเลยที่ 2 ขอฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะบรรลุนิติภาวะและจบการศึกษาจนสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระทุกปีด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยาน กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือไม่ ได้ความว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิง ญ. จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า กรณีมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและโจทก์ไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ และโจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเป็นต้องมีการสืบพยานให้ได้ความ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แถลงรับว่าโจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริงแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานจึงมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานและพิพากษาคดีไปเสียทีเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ อีกทั้งยังมีประเด็นพิพาทตามคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดสืบพยานกับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การฟ้องแย้งต้องดูสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติประกอบด้วย กล่าวคือ จำเลยที่ฟ้องแย้งต้องมีสิทธิในการฟ้องบริบูรณ์ขณะฟ้องแย้ง ทั้งฟ้องแย้งต้องไม่มีเงื่อนไข หากฟ้องแย้งมีเงื่อนไขก็จะเป็นฟ้องที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม โดยจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยมีสิทธิชนะคดีอย่างไร หากจำเลยชนะคดีข้อต่อสู้ตามฟ้องแย้งก็ตกไป ศาลไม่ต้องพิจารณาตามฟ้องแย้ง แต่หากศาลฟังข้อเท็จจริงไปตามฟ้องของโจทก์แล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จึงจะขอให้ศาลพิพากษาตามฟ้องแย้ง เช่นนี้เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณา วรพจน์ วัชรางค์กุล การที่เด็กซึ่งเกิดจากบิดาที่มิได้สมรสกันได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาไม่ว่าจะโดยการที่บิดามารดาสมรสกันในภายหลัง หรือบิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 แต่เดิมมิได้มีผลทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตั้งแต่วันที่เด็กเกิด หากแต่มีผลนับแต่วันที่บิดามารดาสมรสกัน หรือวันที่บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตร หรือวันมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 เด็กจึงมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาตั้งแต่วันที่ตนเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา หามีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังไปถึงวันที่เด็กเกิดไม่ เพราะขณะนั้นเด็กยังไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 ปัจจุบันมีการแก้ไขมาตรา 1557 โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 7 มีนาคม 2551) มาตรา 6 ให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้ จากหลักการที่แก้ไขใหม่นี้ ทำให้บุตรนอกกฎหมายที่ต่อมาได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาตามมาตรา 1547 มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาย้อนหลังไปจนถึงวันเกิด ทั้งนี้ ชายผู้เป็นบิดาไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่จะยกความสุจริตขึ้นต่อสู้ตามมาตรา 1557 สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000661.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 -
year
2550