คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084/2550 ฉบับเต็ม

#415773
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084/2550 นางถ่าย ฤกษ์สำเร็จ โจทก์ นางทองคำ บุญประเสริฐ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 146 บ้านที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทของ พ. กับ ศ. ซึ่งเป็นบิดามารดาโดยได้รับความยินยอมจาก พ. กับ ศ. จึงเป็นเรื่องบุตรได้สิทธิปลูกทำโรงเรือนในที่ดินของบิดามารดา จึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนหรือการปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย ย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 บ้านทรงบังกะโลซึ่งโจทก์ต่อเติมขึ้นภายหลัง ย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทของจำเลยซึ่งได้รับโอนมาโดยพินัยกรรมของ ศ. เช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 และบ้านทรงบังกะโล ไม่มีเลขที่ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้โจทก์รื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไป จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 และบ้านทรงบังกะโลส่วนต่อเติมที่ไม่มีเลขที่ ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้โจทก์สามารถรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านหลังดังกล่าวและยอมให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไป คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศุขหรือสุดกับนายพร้อมส่วนจำเลยเป็นบุตรคนโตของโจทก์ นางศุขผู้เป็นยายของจำเลยทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 ให้แก่จำเลยและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมานางศุขถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า บ้านเลขที่ 34 เป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์เนื่องจากปลูกบ้านหลังดังกล่าวเมื่อครั้งแต่งงานกับนายไปล่ผู้เป็นสามี ส่วนจำเลยอ้างว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนางศุขกับนายพร้อมโดยปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 ซึ่งนางศุขได้ยกให้แก่จำเลยแล้วจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมนางศุขกับนายพร้อมปลูกบ้านเลขที่ 29 อยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อโจทก์จะแต่งงานกับนายไปล่จึงแยกมาอยู่บ้านเลขที่ 34 ซึ่งเป็นบ้านทรงไทยโดยนางศุขกับนายพร้อมอนุญาตให้ปลูกบ้านลงบนที่ดินโดยโจทก์นำเงินจากการขายข้าวที่ทำนามาปลูก ใช้เงินปลูกสร้างประมาณ 280 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บของโจทก์เอง นอกจากนี้ยังปรากฏตามทะเบียนบ้านว่า โจทก์เป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเจ้าบ้าน โดยมีนายสุมาลีผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 และเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางซ้ายกับนายถวัลย์กำนันตำบลบางซ้าย มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่าบ้านเลขที่ 34 เป็นบ้านที่นางศุขกับนายพร้อมเป็นผู้ปลูกสร้าง แต่ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าบ้านหลังดังกล่าวก่อสร้างหลังจากที่โจทก์กับนายไปล่แต่งงานกันแล้ว 1 ปี ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงเจือสมว่าหลังจากโจทก์จะออกเรือนแต่งงานได้มีการสร้างเรือนหอให้ไปแยกอยู่ต่างหากโดยขณะนั้นจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโตของโจทก์ก็ยังมิได้ถือกำเนิดออกมา ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่านางศุขกับนายพร้อมเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หามีพยานอื่นสนับสนุนไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าบ้านเลขที่ 34 เป็นบ้านที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากนายพร้อมกับนางศุข ผู้เป็นบิดามารดาของโจทก์ กรณีเป็นเรื่องบุตรได้สิทธิปลูกทำโรงเรือนในที่ดินของบิดามารดาจึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนหรือการปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วยย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า บ้านทรงบังกะโลซึ่งต่อเติมขึ้นมาภายหลังเป็นส่วนควบของบ้านเลขที่ 34 หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ต่อเติมบ้านเลขที่ 34 โดยให้ช่างชื่อนายตรงเป็นผู้ดำเนินการต่อเติมให้ ส่วนจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ต่อเติมเอง เห็นว่า เดิมจำเลยเบิกความว่าจ้างนายตรงเป็นช่างต่อเติมบ้านทรงบังกะโล แต่ครั้นเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านกลับระบุว่า ช่างที่มาต่อเติมนี้ชื่อนายสอนไม่ใช่นายตรงตามที่เบิกความไว้แต่แรกจึงเป็นความสับสนไม่แน่นอน นอกจากนี้นายถวัลย์ กำนันตำบลบางซ้าย ซึ่งโจทก์จำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองยังเบิกความว่าก่อนที่จะต่อเติมบ้านโจทก์เคยมาปรึกษากับนายถวัลย์ว่าจะต้องทำอย่างไร นายถวัลย์แนะนำว่าขอให้โจทก์ไปติดต่อกับเทศบาลตำบลบางซ้าย ทำแบบการก่อสร้างต่อเติมนอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยที่ประชุมยังมีความเห็นว่าบ้านทรงบังกะโลที่ต่อเติมออกมาเป็นส่วนควบกับบ้านเลขที่ 34 น่าจะตกเป็นของโจทก์ นายถวัลย์เป็นกำนันตำบลบางซ้ายมาเป็นเวลาประมาณ 17 ปี และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เมื่อเป็นส่วนที่ต่อเติม จึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9666 ของจำเลยเช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าบ้านเลขที่ 9666 ของจำเลย จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ณรงค์พล ทองจีน-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-สิริรัตน์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415773
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014171"
    }
}
date
2550
deka_no
7084/2550
deka_running_no
7084
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ณรงค์พล ทองจีน",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "สิริรัตน์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 146"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางถ่าย ฤกษ์สำเร็จ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางทองคำ บุญประเสริฐ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 และบ้านทรงบังกะโล ไม่มีเลขที่ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้โจทก์รื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 4 และบ้านทรงบังกะโลส่วนต่อเติมที่ไม่มีเลขที่ ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้โจทก์สามารถรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านหลังดังกล่าวและยอมให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไป คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศุขหรือสุดกับนายพร้อมส่วนจำเลยเป็นบุตรคนโตของโจทก์ นางศุขผู้เป็นยายของจำเลยทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 ให้แก่จำเลยและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมานางศุขถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า บ้านเลขที่ 34 เป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์เนื่องจากปลูกบ้านหลังดังกล่าวเมื่อครั้งแต่งงานกับนายไปล่ผู้เป็นสามี ส่วนจำเลยอ้างว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนางศุขกับนายพร้อมโดยปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 ซึ่งนางศุขได้ยกให้แก่จำเลยแล้วจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมนางศุขกับนายพร้อมปลูกบ้านเลขที่ 29 อยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อโจทก์จะแต่งงานกับนายไปล่จึงแยกมาอยู่บ้านเลขที่ 34 ซึ่งเป็นบ้านทรงไทยโดยนางศุขกับนายพร้อมอนุญาตให้ปลูกบ้านลงบนที่ดินโดยโจทก์นำเงินจากการขายข้าวที่ทำนามาปลูก ใช้เงินปลูกสร้างประมาณ 280 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บของโจทก์เอง นอกจากนี้ยังปรากฏตามทะเบียนบ้านว่า โจทก์เป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเจ้าบ้าน โดยมีนายสุมาลีผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 และเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางซ้ายกับนายถวัลย์กำนันตำบลบางซ้าย มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ ส่วนจำเลยอ้างเพียงว่าบ้านเลขที่ 34 เป็นบ้านที่นางศุขกับนายพร้อมเป็นผู้ปลูกสร้าง แต่ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าบ้านหลังดังกล่าวก่อสร้างหลังจากที่โจทก์กับนายไปล่แต่งงานกันแล้ว 1 ปี ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงเจือสมว่าหลังจากโจทก์จะออกเรือนแต่งงานได้มีการสร้างเรือนหอให้ไปแยกอยู่ต่างหากโดยขณะนั้นจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโตของโจทก์ก็ยังมิได้ถือกำเนิดออกมา ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่านางศุขกับนายพร้อมเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ หามีพยานอื่นสนับสนุนไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าบ้านเลขที่ 34 เป็นบ้านที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากนายพร้อมกับนางศุข ผู้เป็นบิดามารดาของโจทก์ กรณีเป็นเรื่องบุตรได้สิทธิปลูกทำโรงเรือนในที่ดินของบิดามารดาจึงเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนหรือการปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วยย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า บ้านทรงบังกะโลซึ่งต่อเติมขึ้นมาภายหลังเป็นส่วนควบของบ้านเลขที่ 34 หรือไม่ โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ต่อเติมบ้านเลขที่ 34 โดยให้ช่างชื่อนายตรงเป็นผู้ดำเนินการต่อเติมให้ ส่วนจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ต่อเติมเอง เห็นว่า เดิมจำเลยเบิกความว่าจ้างนายตรงเป็นช่างต่อเติมบ้านทรงบังกะโล แต่ครั้นเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านกลับระบุว่า ช่างที่มาต่อเติมนี้ชื่อนายสอนไม่ใช่นายตรงตามที่เบิกความไว้แต่แรกจึงเป็นความสับสนไม่แน่นอน นอกจากนี้นายถวัลย์ กำนันตำบลบางซ้าย ซึ่งโจทก์จำเลยเป็นลูกบ้านอยู่ในความปกครองยังเบิกความว่าก่อนที่จะต่อเติมบ้านโจทก์เคยมาปรึกษากับนายถวัลย์ว่าจะต้องทำอย่างไร นายถวัลย์แนะนำว่าขอให้โจทก์ไปติดต่อกับเทศบาลตำบลบางซ้าย ทำแบบการก่อสร้างต่อเติมนอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยที่ประชุมยังมีความเห็นว่าบ้านทรงบังกะโลที่ต่อเติมออกมาเป็นส่วนควบกับบ้านเลขที่ 34 น่าจะตกเป็นของโจทก์ นายถวัลย์เป็นกำนันตำบลบางซ้ายมาเป็นเวลาประมาณ 17 ปี และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เมื่อเป็นส่วนที่ต่อเติม จึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9666 ของจำเลยเช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าบ้านเลขที่ 9666 ของจำเลย จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000660.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550