คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2551 ฉบับเต็ม

#415782
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2551 นายนิเทศก์ อรรคสูรย์ กับพวก โจทก์ นายกัตวรรณ นนทะโครต จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1375 โจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า บิดาจำเลยซื้อที่ดินพิพาทให้จำเลย แม้จำเลยจะต่อสู้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกแย่งการครอบครองคำให้การของจำเลยก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่จำเลยแย่งการครอบครองมา จำเลยก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 1375 มาเป็นข้อตัดฟ้องได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ คดีมีเหตุให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 800 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 117 จำเลยมีที่ดินติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศตะวันออก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวโดยจำเลยนำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดมา การที่จำเลยขอออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสองและเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยรบกวนการครอบครองและมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดินตามฟ้อง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยตามที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 7 โดยบิดาจำเลยเป็นผู้ซื้อให้จำเลย จำเลยกับบิดาเข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา การที่จำเลยยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินไม่เป็นการรบกวนสิทธิครอบครองโจทก์ทั้งสอง จำเลยแสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองทราบการแสดงเจตนาดังกล่าวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลโคกงามตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2536 โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนและการเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและการแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสองไม่นำคดีมาฟ้องร้องภายในกำหนดตามกฎหมาย คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยเข้ารบกวนการครอบครองและมิให้เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่พิพาทต่อไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ทั้งสองมายื่นฟ้องคดีนี้เพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยบิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อให้จำเลย แม้จำเลยจะต่อสู้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกการแย่งการครอบครองคำให้การของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองแต่จำเลยแย่งการครอบครองมา จำเลยก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 1375 มาเป็นข้อตัดฟ้องได้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สมศักดิ์ จันทรา-เอกชัย ชินณพงศ์-ชวลิต สุจริตกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415782
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012140"
    }
}
date
2551
deka_no
703/2551
deka_running_no
703
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "เอกชัย ชินณพงศ์",
    "ชวลิต สุจริตกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1375"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนิเทศก์ อรรคสูรย์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกัตวรรณ นนทะโครต"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 800 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 117 จำเลยมีที่ดินติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศตะวันออก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวโดยจำเลยนำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดมา การที่จำเลยขอออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสองและเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยรบกวนการครอบครองและมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดินตามฟ้อง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยตามที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 7 โดยบิดาจำเลยเป็นผู้ซื้อให้จำเลย จำเลยกับบิดาเข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา การที่จำเลยยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินไม่เป็นการรบกวนสิทธิครอบครองโจทก์ทั้งสอง จำเลยแสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองทราบการแสดงเจตนาดังกล่าวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลโคกงามตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2536 โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนและการเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและการแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสองไม่นำคดีมาฟ้องร้องภายในกำหนดตามกฎหมาย คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยเข้ารบกวนการครอบครองและมิให้เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่พิพาทต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ทั้งสองมายื่นฟ้องคดีนี้เพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยบิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อให้จำเลย แม้จำเลยจะต่อสู้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกการแย่งการครอบครองคำให้การของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองแต่จำเลยแย่งการครอบครองมา จำเลยก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 1375 มาเป็นข้อตัดฟ้องได้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000642.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551