ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2550
พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญไทยวัสดุก่อสร้าง
โจทก์ร่วม
นางเพ็ญประภา ลัทธิประสิทธิ์
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 7, มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2483 มาตรา 4
แม้สัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมิได้มีการตกลงไว้ว่าหากผิดสัญญาสามารถกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายกันได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมจะคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน แก่ลูกหนี้ทุกรายที่ผิดนัด รวมทั้งจำเลยด้วย เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม จำเลยย่อมทราบแล้วว่าโจทก์ร่วมคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน การที่เช็คพิพาทเป็นเช็คค่าสินค้าที่คิดรวมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวไว้ด้วยจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หาใช่เป็นการคิดค่าเสียหายเอาตามอำเภอใจของโจทก์ร่วมแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาทไม่ใช่หนี้กู้ยืม ย่อมไม่ตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญไทยวัสดุก่อสร้าง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช็คฉบับที่ 1 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 2 เดือน เช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์ร่วม เมื่อเช็คพิพาทดังกล่าวถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททุกฉบับ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่าขณะที่โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างต่อกันนั้นมิได้มีการตกลงกันไว้ว่าหากผิดสัญญาสามารถกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายกัน แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากนางสาววิภารัตน์พนักงานขายของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน แก่ลูกหนี้ทุกรายที่ผิดนัด และในกรณีของจำเลยไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ดังนั้น จำนวนเงินในเช็คจึงมียอดเงินแตกต่างจากใบส่งของ แสดงให้เห็นว่าจำเลยต้องทราบแล้วว่า ถ้าหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้จำเลยต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมโดยคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งจำเลยก็ยินยอมสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยรวมอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้วให้โจทก์ร่วม จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจของโจทก์ฝ่ายเดียวแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นการชำระค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ซึ่งเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่หนี้กู้ยืมย่อมไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง หนี้ตามเช็คพิพาทจึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่เป็นหนี้ดังกล่าวมาก่อนแล้ว แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับแทนของเดิมที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ แสดงว่าโจทก์ร่วมรู้ถึงฐานะทางการเงินของจำเลยดีว่าไม่สามารถชำระหนี้ตามเช็คพิพาทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า คงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช็ค 4 ฉบับแรก โจทก์ร่วมไปบอกจำเลยให้ออกเช็คฉบับใหม่โดยคิดดอกเบี้ยรวมเข้าไว้ด้วย มิฉะนั้นจะดำเนินคดีแก่จำเลยในส่วนของเช็ค 4 ฉบับแรกเท่านั้น หาได้มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือแต่อย่างใดไม่จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งจำนวนเงินตามเช็คไม่มากนักโดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ฉ้อโกงหรือฉ้อฉลโจทก์ร่วม นับว่ามีเหตุผลอันควรปรานี เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ แต่ให้ลงโทษปรับจำเลยด้วย"
พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษสำหรับเช็คตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 4,000 บาท ส่วนเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 จำคุกกระทงละ 1 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือนและปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
(ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การกำหนดค่าเสียหายในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญานั้นอาจเกิดขึ้นใน 2 กรณี ดังนี้ กรณีแรก คู่สัญญาตกลงกำหนดค่าเสียหายให้ชดใช้กันไว้ล่วงหน้าในขณะทำสัญญา กรณีที่สอง มีการกำหนดตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันเมื่อมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นแล้ว สำหรับการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็คือ เบี้ยปรับตามกฎหมายโดยได้บัญญัติหลักเกณฑ์ วิธีการและผลไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ถึงมาตรา 385 ส่วนการกำหนดค่าเสียหายเมื่อมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องการตกลงด้วยความยินยอมพร้อมใจหรือสมัครใจกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายที่จะตกลงชดใช้กันอย่างไรก็ได้ จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะเช่นเบี้ยปรับ เว้นแต่จะเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมที่จะตกลงค่าเสียหายเมื่อคำนวณแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไม่ได้ และอีกกรณีหนึ่งคือหนี้ที่เป็นหนี้เงิน หากเจ้าหนี้คิดเกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีต้องมีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย และจะคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 224) ข้อแตกต่างที่สำคัญของการตกลงค่าเสียหายของคู่สัญญาทั้งในสองกรณีคือ ในกรณีที่เป็นเบี้ยปรับนั้น หากสูงเกินส่วนศาลอาจจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ (ป.พ.พ. มาตรา 383) หรือแม้แต่ลูกหนี้เคยทำหนังสือยอมรับว่าจะใช้เบี้ยปรับให้ ศาลก็ยังมีอำนาจลดเบี้ยปรับนั้นลงอีกได้ (ฎ. 6595/2514) หรือหากกำหนดไว้แต่น้อยเกินไป เจ้าหนี้ก็อาจเรียกเพิ่มได้ (ฎ. 1514/2546) เหตุผลที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะการกำหนดเบี้ยปรับนั้น เป็นการกำหนดให้ใช้ค่าเสียหายล่วงหน้าที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อมีการผิดสัญญาแล้ว ความเสียหายอาจจะมากหรือน้อยกว่าที่กำหนดหรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้ ในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ กฎหมายไม่ประสงค์จะให้มีการค้ากำไรจากกรณีผิดสัญญา แต่มุ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายตามความเป็นจริง ซึ่งต่างจากหลักการใช้ค่าเสียหายในเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ส่วนกรณีที่สองนั้น ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลลดค่าเสียหายดังกล่าวได้ แต่ในกรณีที่เป็นหนี้เงิน หากตกลงคิดความเสียหายเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เจ้าหนี้ก็อาจเรียกได้โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 224) ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการนำค่าเสียหายดังกล่าวข้างต้นทั้งสองกรณีมาออกเช็คหรือรวมไว้ในเช็ค เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็นำเช็คไปฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯ มีหลักเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยความผิดจำเลยว่า หนี้ตามเช็คต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงบังคับได้ตามกฎหมาย หนี้ที่มีอยู่จริงนั้น ศาลฎีกาพิพากษาวางหลักเกณฑ์ตลอดมาว่า ต้องเป็นหนี้ที่มีความแน่นอนแล้ว หากยังไม่แน่นอนจำเลยก็ไม่มีความผิด อาทิเช่น เช็คเบี้ยปรับหรือมีเบี้ยปรับรวมอยู่ด้วย เช็คค้ำประกัน หรือการจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าล่วงหน้าที่ยังไม่มีการส่งมอบสินค้า (ฎ. 2022/2541, 7916-7918/2544 และ 448/2545) การที่ศาลฎีกาวางหลักไว้เช่นนี้เท่ากับว่าหากหนี้ตามเช็คยังไม่มีความแน่นอน เช็คดังกล่าวก็ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ส่วนเช็คที่รวมค่าเสียหายที่ตกลงกันหลังจากมีการผิดสัญญาแล้ว โดยปกติศาลฎีกาจะวินิจฉัยถือว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เช่น เช็คชำระค่าสินค้าแม้ต่อมาจะรวมค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีไว้ด้วย (ฎ. 1721/2535) เช็คชำระค่าเช่าซื้อรวมค่าเสียหาย (ฎ. 1130/2542) เช็คชำระค่าเสียหายเนื่องจากผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน (ฎ. 9636/2542) รวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ ซึ่งวินิจฉัยว่าการกำหนดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนรวมไว้ในเช็คพิพาทด้วย เป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายและมิใช่หนี้กู้ยืมย่อมไม่ตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 7 และ 224 จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย มีข้อน่าสังเกตว่า 1. มาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติมีความว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่กันแต่มิได้กำหนดไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ส่วนมาตรา 224 วรรคแรก บัญญัติความว่า หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดต่อปี บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติอันถือว่าเป็นหลักทั่วไป หาใช่บังคับเฉพาะเรื่องกู้ยืมเท่านั้น ทั้งโจทก์ร่วมนำสืบรับว่า โจทก์ร่วมคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จากจำเลย 2. หนี้ชนิดใดเป็นหนี้เงินหรือไม่ น่าจะพิจารณาจากการชำระหนี้สุดท้ายของลูกหนี้เป็นสำคัญ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยว่า เช็คชำระหนี้ความเสียหายที่เกิดจากสัญญาซื้อขาย เช็คชำระหนี้ค่าสินค้า เป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้เงิน (ฎ. 8322/2544 และ 448/2545) ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 244 บัญญัติว่า หากมีการเรียกค่าเสียหายเกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เจ้าหนี้มีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ว่าเรียกโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นหากเป็นการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง ผลก็คือหนี้ในส่วนที่เป็นค่าเสียหายนั้นยังไม่มีความแน่นอน เพราะอาจจะถูกพิพากษาให้ลดลงอีกได้ในคดีอาญา ศาลยิ่งจะต้องให้เจ้าหนี้พิสูจน์ให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่าหนี้เงินที่เจ้าหนี้เรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากลูกหนี้นั้น มีเหตุจะเรียกได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใด 3. การคิดคำนวณค่าเสียหายโดยถือเอาความยินยอมพร้อมใจของคู่สัญญาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ หากจำเลยยินยอมออกเช็คให้แก่โจทก์ร่วมโดยรวมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยที่สูงมากอย่างเห็นได้ชัดว่ามิใช่ค่าเสียหายที่แท้จริง เช่น ร้อยละ 20 ต่อเดือน เช่นนี้จะบังคับได้หรือไม่ 4. การตกลงค่าเสียหายกันนั้น หากไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด การเรียกค่าเสียหายน่าจะต้องเป็นค่าเสียหายที่แท้จริงและมีมูลที่อ้างโดยชอบด้วยกฎหมายแม้จะไม่มีบทบัญญัติโดยตรงที่จะให้ศาลมีอำนาจลดค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันหลังจากมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นแล้ว และแม้จะเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการตกลงโดยสมัครใจปราศจากผู้ใดบังคับก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็มีข้อน่าคิดว่าควรจะนำหลักเกณฑ์เรื่องการลดเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่มีความใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่งมาปรับใช้เพื่อคุ้มครองและเพื่อให้การคิดคำนวณค่าเสียหายทั้งระบบมีความสอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จรูญ ชีวิตโสภณ