คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2551 ฉบับเต็ม

#415860
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2551 นายศิริบดี จงวิบูลทรัพย์ ผู้ร้อง ป.พ.พ. มาตรา 4, มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 188 (1) ป.ที่ดิน มาตรา 78 กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา กรณีบุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลโดยเสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) ได้นั้น จะต้องมีกฎหมายสารบัญญัติสนับสนุนหรือรับรองว่าเป็นกรณีจำเป็นต้องร้องขอต่อศาลเพื่อรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่ การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่บนที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจโดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 สำหรับ ป.ที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดินฯ นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนสิทธิในที่ดินที่ได้กรรมสิทธิ์มาด้วยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่อาจนำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางพเยาว์เจ้าของที่ดินอนุญาตให้ผู้ร้องปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัย ผู้ร้องได้ปลูกสร้างอาคาร และทางราชการออกหมายเลขทะเบียนบ้านให้ นางพเยาว์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 8 แปลง ซึ่งเมื่อแบ่งแยกแล้วบ้านของผู้ร้องตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 ตำบลบางค้อ (บางนางนอง) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ที่ดินที่มีบ้านผู้ร้องตั้งอยู่นี้นางพเยาว์ยกให้แก่นางสาวเกสราและต่อมานางสาวพิรีรัชต์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเกสราผู้ตายขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวอภิรัชฎาผู้ร้องไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียนเพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในบ้านของผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้โดยแจ้งว่าต้องมีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังดังกล่าวก่อน เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิปลูกบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 โดยชอบด้วยกฎหมาย บ้านจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 แต่สิทธิของผู้ร้องยังไม่บริบูรณ์จนกว่าผู้ร้องจะได้จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ขอให้ ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าบ้านตามคำร้องเป็นของผู้ร้อง จึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) นั้น จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้นไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 สำหรับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2597 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-วีระพล ตั้งสุวรรณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของเจ้าของที่ดินเดิมโดยได้รับอนุญาตย่อมทำให้บ้านของผู้ร้องไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 แม้ต่อมาจะมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปลี่ยนมือไป ผู้ร้องก็ยังคงเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าวตลอดมา จนถึงขณะยื่นคำร้องก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งสิทธิในบ้านของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอใช้สิทธิทางศาลให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวไม่มีกฎหมายสารบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องทำได้กรณีเป็นคนละอย่างกับการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นจนได้กรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 การยื่นคำร้องขอใช้สิทธิทางศาลจึงต้องพิจารณากฎหมายสารบัญญัติเป็นหลักว่าให้อำนาจแก่ผู้ร้องที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งตามคำร้องได้หรือไม่ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2524 ผู้ร้องเป็นชายโดยกำเนิดแม้จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเป็นหญิงแล้วก็ตามแต่ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้สิทธิผู้ร้องที่จะขอเปลี่ยนแปลงเพศที่ถือกำเนิดมาได้ ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมาย ฉะนั้น ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเปลี่ยนเพศมาเป็นหญิงไม่ได้ วรพจน์ วัชรางค์กุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415860
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011351"
    }
}
date
2551
deka_no
1727/2551
deka_running_no
1727
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 188 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 78"
        ]
    },
    {
        "law_name": "กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายศิริบดี จงวิบูลทรัพย์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางพเยาว์เจ้าของที่ดินอนุญาตให้ผู้ร้องปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัย ผู้ร้องได้ปลูกสร้างอาคาร และทางราชการออกหมายเลขทะเบียนบ้านให้ นางพเยาว์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 8 แปลง ซึ่งเมื่อแบ่งแยกแล้วบ้านของผู้ร้องตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 ตำบลบางค้อ (บางนางนอง) อำเภอจอมทอง (บางขุนเทียน) กรุงเทพมหานคร ที่ดินที่มีบ้านผู้ร้องตั้งอยู่นี้นางพเยาว์ยกให้แก่นางสาวเกสราและต่อมานางสาวพิรีรัชต์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเกสราผู้ตายขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวอภิรัชฎาผู้ร้องไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียนเพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในบ้านของผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการให้โดยแจ้งว่าต้องมีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังดังกล่าวก่อน เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิปลูกบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 112889 โดยชอบด้วยกฎหมาย บ้านจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 แต่สิทธิของผู้ร้องยังไม่บริบูรณ์จนกว่าผู้ร้องจะได้จดทะเบียนการได้กรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ขอให้ ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าบ้านตามคำร้องเป็นของผู้ร้อง จึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) นั้น จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้นไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าวประการใด ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 สำหรับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2597 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่ผู้ร้องปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของเจ้าของที่ดินเดิมโดยได้รับอนุญาตย่อมทำให้บ้านของผู้ร้องไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 แม้ต่อมาจะมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปลี่ยนมือไป ผู้ร้องก็ยังคงเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าวตลอดมา จนถึงขณะยื่นคำร้องก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งสิทธิในบ้านของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอใช้สิทธิทางศาลให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวไม่มีกฎหมายสารบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องทำได้กรณีเป็นคนละอย่างกับการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นจนได้กรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 การยื่นคำร้องขอใช้สิทธิทางศาลจึงต้องพิจารณากฎหมายสารบัญญัติเป็นหลักว่าให้อำนาจแก่ผู้ร้องที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งตามคำร้องได้หรือไม่ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2524 ผู้ร้องเป็นชายโดยกำเนิดแม้จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเป็นหญิงแล้วก็ตามแต่ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้สิทธิผู้ร้องที่จะขอเปลี่ยนแปลงเพศที่ถือกำเนิดมาได้ ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมาย ฉะนั้น ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเปลี่ยนเพศมาเป็นหญิงไม่ได้ วรพจน์ วัชรางค์กุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000635.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551