คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2551 ฉบับเต็ม

#415871
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2551 นายสันต์ นันทมนตรี โจทก์ นางเนาวรัตน์ งามสมจันทร์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 41 การที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 145,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุกเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 3 มกราคม 2538 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 351,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 145,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กรกฎาคม 2546) ต้องไม่เกิน 206,625 บาท ตามคำขอของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอ้างเหตุว่า จำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้ โดยจำเลยแนบใบรับรองแพทย์มาพร้อมกับคำร้อง แต่ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน 2547 ผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาไม่ได้ระบุอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่ารุนแรงถึงขนาดต้องพักรักษาตัว คงระบุในช่องความเห็นเพียงว่าจำเลยได้มาตรวจรักษาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นจากการไปตรวจร่างกาย จำเลยจะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงไม่สามารถมาศาลได้หรือไม่สามารถเบิกความได้ ที่จำเลยฎีกาว่าหากศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยหรือทำการไต่สวนก็จะทราบว่าจำเลยเจ็บป่วยจริงและไม่สามารถมาศาลได้นั้น เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
415871
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011241"
    }
}
date
2551
deka_no
1842/2551
deka_running_no
1842
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 41"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสันต์ นันทมนตรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเนาวรัตน์ งามสมจันทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 145,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุกเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 3 มกราคม 2538 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 351,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 145,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กรกฎาคม 2546) ต้องไม่เกิน 206,625 บาท ตามคำขอของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอ้างเหตุว่า จำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้ โดยจำเลยแนบใบรับรองแพทย์มาพร้อมกับคำร้อง แต่ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน 2547 ผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาไม่ได้ระบุอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่ารุนแรงถึงขนาดต้องพักรักษาตัว คงระบุในช่องความเห็นเพียงว่าจำเลยได้มาตรวจรักษาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นจากการไปตรวจร่างกาย จำเลยจะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงไม่สามารถมาศาลได้หรือไม่สามารถเบิกความได้ ที่จำเลยฎีกาว่าหากศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยหรือทำการไต่สวนก็จะทราบว่าจำเลยเจ็บป่วยจริงและไม่สามารถมาศาลได้นั้น เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000634.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551