คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8631/2550 ฉบับเต็ม

#416380
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8631/2550 นายสุภา อักษรถึง โจทก์ นายนพดล ทัดระเบียบ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17, มาตรา 119, มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, มาตรา 124, มาตรา 125 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 123 วรรคหนึ่ง เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสุดสิ้นกระบวนการ ไม่อาจใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุในคำร้องว่าประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย จำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวที่ล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการ จำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 124 แล้ว โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการแต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย พร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย และในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ แล้ว ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนดและโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถกระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงาน สังกัดสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำเลยที่ 1 ได้รับคำร้องเรียนของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วมีคำสั่งที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ ซึ่งต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 2 นำค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท มาจ่ายให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเรื่องการเลิกจ้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างและไม่ได้สั่งห้ามโจทก์ไม่ให้มาทำงานตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 วินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและเลิกจ้างซึ่งเป็นความเท็จ เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 2 เตรียมจะจ่ายเงินเดือนให้โจทก์แล้ว เพียงแต่ขอให้โจทก์รอเพื่อทำเอกสารการรับเงินแต่โจทก์ไม่รอ จำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 8 มีนาคม 2547) และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 39,399 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นญาติใกล้ชิด โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท โดยนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่ในเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนจึงไปร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินเดือนให้ โจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับนายนิคมหุ้นส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อศาลแรงงานภาค 8 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่..." เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสุดสิ้นกระบวนการ ไม่อาจจะใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องตามแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุในคำร้องว่า ประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ดำเนินการ พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวอันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 แล้วที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ในคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการ แต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขัดคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีแรงงานทั่วไปหรือการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแรงงานนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาต่อไปโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยยกเอาคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ที่ว่า "สัมพันธภาพระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นไปโดยราบรื่นตามปกติของนายจ้างและลูกจ้างโดยทั่วไปอีกต่อไป" มาแปลความว่า หมายถึงนายจ้างกับลูกจ้างมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจคงสถานะความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนด และโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
416380
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013506"
    }
}
date
2550
deka_no
8631/2550
deka_running_no
8631
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 119",
            "ม. 123 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 124",
            "ม. 125 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 51 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 54 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุภา อักษรถึง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนพดล ทัดระเบียบ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงาน สังกัดสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำเลยที่ 1 ได้รับคำร้องเรียนของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วมีคำสั่งที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ ซึ่งต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 2 นำค่าจ้างจำนวน 20,000 บาท มาจ่ายให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนเรื่องการเลิกจ้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างและไม่ได้สั่งห้ามโจทก์ไม่ให้มาทำงานตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 วินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและเลิกจ้างซึ่งเป็นความเท็จ เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 2 เตรียมจะจ่ายเงินเดือนให้โจทก์แล้ว เพียงแต่ขอให้โจทก์รอเพื่อทำเอกสารการรับเงินแต่โจทก์ไม่รอ จำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 8 มีนาคม 2547) และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 39,399 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นญาติใกล้ชิด โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท โดยนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่ในเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์ไม่ได้รับเงินเดือนจึงไปร้องต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินเดือนให้ โจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับนายนิคมหุ้นส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อศาลแรงงานภาค 8 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่..." เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางใดทางหนึ่ง หากลูกจ้างเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดแล้วก็จะต้องดำเนินการในทางนั้นจนสุดสิ้นกระบวนการ ไม่อาจจะใช้สิทธิในอีกทางหนึ่งควบคู่ไปด้วยได้ การเลือกที่จะใช้สิทธิของลูกจ้างดังกล่าวย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องตามแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โดยระบุในคำร้องว่า ประสงค์จะเรียกร้องเพียงค่าจ้างและค่าชดเชย พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงต้องสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งเฉพาะเรื่องค่าจ้างและค่าชดเชยตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ดำเนินการ พนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 จึงมิจำต้องสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวอันเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 แล้วที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 14/2547 ในส่วนที่ไม่มีคำสั่งในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ในคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงแต่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 เท่านั้น แต่ยังได้ฟ้องนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่เรียกร้องโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 จึงมิใช่สิทธิได้รับเงินที่โจทก์เลือกดำเนินการต่อพนักงานตรวจแรงงานที่จะต้องดำเนินการจนสุดสิ้นกระบวนการ แต่เป็นการฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 โดยตรง เมื่อศาลแรงงานภาค 8 เห็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกจึงฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการต่อไปว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่ได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขัดคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีแรงงานทั่วไปหรือการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแรงงานนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพร้อมกับฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 จะต้องพิพากษาจึงมีว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าชดเชยอันมีผลเป็นการทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ถูกเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ปรากฏในคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาต่อไปโดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยยกเอาคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 ที่ว่า "สัมพันธภาพระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นไปโดยราบรื่นตามปกติของนายจ้างและลูกจ้างโดยทั่วไปอีกต่อไป" มาแปลความว่า หมายถึงนายจ้างกับลูกจ้างมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจคงสถานะความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันได้ จึงมิใช่การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มานานกว่า 10 ปี โดยโจทก์มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดกันกับหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 การจ่ายเงินเดือนก็ทำเพียงนำเงินสดใส่ซองมอบให้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินเดือนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ให้โจทก์ตามกำหนด และโจทก์กับพี่ชายของจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีเหตุการณ์ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์กระบะ การไม่ชำระค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ ตลอดจนการเปลี่ยนกุญแจทางขึ้นห้องพักที่สอดรับกับการไม่จ่ายเงินเดือน แล้วจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยกเอาบางส่วนของคำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 8 มาแปลความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000654.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550