คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10899 -ที่ 10901/2551 ฉบับเต็ม

#416710
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10899 - 10901/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นางจำเริญ ขำเชย โจทก์ร่วม นายคมสัน ชื่นพลี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 86, มาตรา 318 ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จ นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้น ไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้าน ช. เป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว ไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 83 และ 86 ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกให้โจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และโจทก์ร่วมตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 276, 310, 318 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโจทก์ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางจำเริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานแจ้งความเท็จ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 10 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 5 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นนับแต่เวลานั้นไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้วเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ และการที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้านตาชวนเป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้วไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 86 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2574/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์-รัตน กองแก้ว-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) ศาลชั้นต้น - นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ1198/2549, อ1199/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3149/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ12044/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
416710
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005725"
    }
}
date
2551
deka_no
10901/2551
deka_running_no
10901
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์",
    "รัตน กองแก้ว",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 86",
            "ม. 318"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางจำเริญ ขำเชย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคมสัน ชื่นพลี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกให้โจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และโจทก์ร่วมตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 276, 310, 318 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโจทก์ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางจำเริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานแจ้งความเท็จ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 10 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 5 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นนับแต่เวลานั้นไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้วเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ และการที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้านตาชวนเป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้วไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 86

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2574/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3149/2542
primary_red_case_no
อ12044/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000585.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ1198/2549, อ1199/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10899 -
year
2551