คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1950/2551 ฉบับเต็ม

#417318
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1950/2551 นายสินธู สุนทรธีรธรรม โจทก์ นางยุวภาหรือปภา สุนทรธีรธรรมหรือสุวรรณ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 145 คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ปฏิบัติ การที่โจทก์เลือกที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยแทนการชำระเงิน หรือนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้จำเลย ก็แสดงชัดเจนในตัวว่าโจทก์ยอมให้สิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อให้จำเลยนำออกให้เช่าและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในลักษณะสิทธิเหนือพื้นดิน เมื่อจำเลยตกลงด้วยตามบันทึกข้อตกลงจึงเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยผลของการปฏิบัติตามคำพิพากษาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกหรือปฏิบัติให้เป็นอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งได้มาโดยผลแห่งคำพิพากษาตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อเก็บดอกผลค่าเช่าต่อไป ที่จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ก็เป็นการอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาจึงไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและรื้อถอนอาคารตึกแถว เลขที่ 40/1 ถึง 40/6, 40/7 ถึง 40/30 40/123 ถึง 40/127 และอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/59, 40/60 ของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 168,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและรื้อถอนตึกแถวคอนกรีตพร้อมอาคารพาณิชย์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้โจทก์ (จำเลยคดีก่อน) และจำเลย (โจทก์คดีก่อน) หย่าขาดจากกัน โดยวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 20927 และ 20934 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งสิ่งปลูกสร้างตึกแถวและอาคารพาณิชย์ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินดังกล่าวครึ่งหนึ่งให้แก่จำเลย หากไม่ยอมให้ใช้ราคาเป็นเงิน 4,700,000 บาท ให้แก่จำเลย หากไม่ยอมแบ่งหรือชดใช้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม โดยโจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างและตึกแถว เลขที่ 40/1 ถึง 40/57 และ 40/123 ถึง 40/127 หมู่ที่ 1 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รวม 64 คูหา ให้แก่จำเลยแทนการชดใช้ราคา 4,700,000 บาท โดยโจทก์ตกลงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเก็บดอกผลค่าเช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนับแต่วันทำบันทึกเป็นต้นไป ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่พิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ปฏิบัติ ที่โจทก์เลือกที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยแทนการชำระเงิน 4,700,000 บาท หรือนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้จำเลยก็แสดงชัดเจนในตัวว่าโจทก์ยอมให้สิ่งปลูกสร้าง 64 คูหา ตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อให้จำเลยนำออกให้เช่าและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในลักษณะสิทธิเหนือพื้นดิน เมื่อจำเลยตกลงด้วยตามบันทึกข้อตกลงจึงเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยผลของการปฏิบัติตามคำพิพากษา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกหรือปฏิบัติให้เป็นอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งได้มาโดยผลแห่งคำพิพากษาตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อเก็บดอกผลค่าเช่าต่อไป ที่จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ก็เป็นการอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาจึงไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหาย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ล้วนแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
417318
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011130"
    }
}
date
2551
deka_no
1950/2551
deka_running_no
1950
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสินธู สุนทรธีรธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางยุวภาหรือปภา สุนทรธีรธรรมหรือสุวรรณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและรื้อถอนอาคารตึกแถว เลขที่ 40/1 ถึง 40/6, 40/7 ถึง 40/30 40/123 ถึง 40/127 และอาคารพาณิชย์เลขที่ 40/59, 40/60 ของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 168,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและรื้อถอนตึกแถวคอนกรีตพร้อมอาคารพาณิชย์ออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้โจทก์ (จำเลยคดีก่อน) และจำเลย (โจทก์คดีก่อน) หย่าขาดจากกัน โดยวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 20927 และ 20934 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งสิ่งปลูกสร้างตึกแถวและอาคารพาณิชย์ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินดังกล่าวครึ่งหนึ่งให้แก่จำเลย หากไม่ยอมให้ใช้ราคาเป็นเงิน 4,700,000 บาท ให้แก่จำเลย หากไม่ยอมแบ่งหรือชดใช้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม โดยโจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างและตึกแถว เลขที่ 40/1 ถึง 40/57 และ 40/123 ถึง 40/127 หมู่ที่ 1 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รวม 64 คูหา ให้แก่จำเลยแทนการชดใช้ราคา 4,700,000 บาท โดยโจทก์ตกลงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเก็บดอกผลค่าเช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนับแต่วันทำบันทึกเป็นต้นไป ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่ในที่ดินต่อไป จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่พิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ปฏิบัติ ที่โจทก์เลือกที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยแทนการชำระเงิน 4,700,000 บาท หรือนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้จำเลยก็แสดงชัดเจนในตัวว่าโจทก์ยอมให้สิ่งปลูกสร้าง 64 คูหา ตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อให้จำเลยนำออกให้เช่าและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในลักษณะสิทธิเหนือพื้นดิน เมื่อจำเลยตกลงด้วยตามบันทึกข้อตกลงจึงเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยผลของการปฏิบัติตามคำพิพากษา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจบอกเลิกหรือปฏิบัติให้เป็นอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งได้มาโดยผลแห่งคำพิพากษาตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์เพื่อเก็บดอกผลค่าเช่าต่อไป ที่จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ก็เป็นการอาศัยสิทธิตามคำพิพากษาจึงไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหาย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ล้วนแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000633.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551