คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2551 ฉบับเต็ม

#417342
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2551 พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นายวิชัย แพทย์ไทย จำเลย ป.อ. มาตรา 78 ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้น คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา คดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แม้จำเลยรับสารภาพแต่น้ำหนักบรรทุกเกินจำนวนมาก จึงไม่สมควรลดโทษให้ จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยรองอัยการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน มิใช่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้นคำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาคดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลดโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกเหล็กแผ่นมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นจำนวนมากถึง 16,680 กิโลกรัม แสดงว่าจำเลยไม่สนใจไยดีคิดที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเสียเลย การใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินมากเช่นนั้นย่อมทำให้ถนนชำรุดทรุดโทรมได้โดยง่าย นอกจากรัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซมแล้วยังทำให้บุคคลอื่นที่จำต้องใช้ถนนดังกล่าวในการสัญจรได้รับความเดือดร้อนเพราะเหตุที่ถนนได้รับความเสียหายจากการบรรทุกน้ำหนักมากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 เดือนและปรับ 3,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นโทษจำคุกระยะสั้นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังเพื่อให้เหมาะสมแก่คดี และเมื่อลงโทษกักขังแล้วก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 มาตรา 29 และมาตรา 30 ยกเลิกความในมาตรา 61 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นโทษกักขัง 1 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (พิทยา บุญชู-สิทธิชัย พรหมศร-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
417342
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009790"
    }
}
date
2551
deka_no
3682/2551
deka_running_no
3682
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "สิทธิชัย พรหมศร",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 78"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 176 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิชัย แพทย์ไทย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แม้จำเลยรับสารภาพแต่น้ำหนักบรรทุกเกินจำนวนมาก จึงไม่สมควรลดโทษให้ จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยรองอัยการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน มิใช่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้นคำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาคดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลดโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกเหล็กแผ่นมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นจำนวนมากถึง 16,680 กิโลกรัม แสดงว่าจำเลยไม่สนใจไยดีคิดที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเสียเลย การใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินมากเช่นนั้นย่อมทำให้ถนนชำรุดทรุดโทรมได้โดยง่าย นอกจากรัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซมแล้วยังทำให้บุคคลอื่นที่จำต้องใช้ถนนดังกล่าวในการสัญจรได้รับความเดือดร้อนเพราะเหตุที่ถนนได้รับความเสียหายจากการบรรทุกน้ำหนักมากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 เดือนและปรับ 3,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นโทษจำคุกระยะสั้นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังเพื่อให้เหมาะสมแก่คดี และเมื่อลงโทษกักขังแล้วก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 มาตรา 29 และมาตรา 30 ยกเลิกความในมาตรา 61 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นโทษกักขัง 1 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000621.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551