คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8716/2550 ฉบับเต็ม

#417345
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8716/2550 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ บริษัทเจ.พี.วัสดุภัณฑ์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5), มาตรา 193/32 ป.วิ.พ. มาตรา 271 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 การที่โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี และได้นำเงินมาชำระหนี้บางส่วนนั้น โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิบังคับคดี เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอภายในกำหนดดังกล่าว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือ ทั้งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 5213/2537 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ (ที่ถูก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ดำเนินการบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2538 ตามรายงานการยึดทรัพย์ เจ้าหนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์นำเงินมาใช้หนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ถือได้ว่าโจทก์ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ตามคำฟ้องไม่ขาดอายุความ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนเริ่มชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2537 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดนัดผิดสัญญาทั้งหมด นายเติมพงศ์พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา แต่นายเติมพงศ์ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนใด จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดตั้งแต่งวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2537 ระยะเวลาที่ธนาคารอาจขอใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 พร้อมกับอายุความสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่เริ่มนับแต่วันดังกล่าว การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวที่จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 จึงพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว แม้โจทก์ได้บังคับคดีแก่ที่ดินของนายจรและจำเลยที่ 2 โดยนำออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ก็ตามแต่โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่เพิ่มเติมเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิบังคับคดีคือวันที่ 1 กรฎาคม 2537 เมื่อมิได้ร้องขอภายในกำหนดดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือต่อไป ทั้งการที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ถึงที่สุดแล้วมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายก็เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 แต่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี และได้เงินมาชำระหนี้บางส่วนนั้น ไม่ใช่การกระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ดิเรก อิงคนินันท์-สมชาย พงษธา-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
417345
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013499"
    }
}
date
2550
deka_no
8716/2550
deka_running_no
8716
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "สมชาย พงษธา",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14 (5)",
            "ม. 193/32"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเจ.พี.วัสดุภัณฑ์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 5213/2537 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ (ที่ถูก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ดำเนินการบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2538 ตามรายงานการยึดทรัพย์ เจ้าหนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์นำเงินมาใช้หนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ถือได้ว่าโจทก์ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ตามคำฟ้องไม่ขาดอายุความ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนเริ่มชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2537 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดนัดผิดสัญญาทั้งหมด นายเติมพงศ์พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา แต่นายเติมพงศ์ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนใด จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดตั้งแต่งวดแรกคือวันที่ 30 มิถุนายน 2537 ระยะเวลาที่ธนาคารอาจขอใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 พร้อมกับอายุความสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่เริ่มนับแต่วันดังกล่าว การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวที่จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 จึงพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว แม้โจทก์ได้บังคับคดีแก่ที่ดินของนายจรและจำเลยที่ 2 โดยนำออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2545 ก็ตามแต่โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่เพิ่มเติมเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิบังคับคดีคือวันที่ 1 กรฎาคม 2537 เมื่อมิได้ร้องขอภายในกำหนดดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือต่อไป ทั้งการที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ถึงที่สุดแล้วมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายก็เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 แต่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลายเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว การที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี และได้เงินมาชำระหนี้บางส่วนนั้น ไม่ใช่การกระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000654.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550