คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2551 ฉบับเต็ม

#417422
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2551 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ จำกัด กับพวก จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 4, มาตรา 26, มาตรา 29, มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, มาตรา 33, มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8, มาตรา 10 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดไว้ชั่งคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติ มาตรา 8 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 63/2548 แล้วว่า บทบัญญัติมาตรา 8 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 แล้ว การที่จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาโดยอ้างเหตุผลในข้อกฎหมายขึ้นมาใหม่ว่า ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิดต่อ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ขอให้มีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบไว้จนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ฟ้องจำเลยทั้งสิบเป็นบุคคลล้มละลายโดยคดีอาญาที่จำเลยทั้งสิบถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาและคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8 และมาตรา 10 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยก่อนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6 กับให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการจัดการ รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้โดยขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแล้วบางรายการในราคาต่ำก่อให้เกิดความเสียหายมาก หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการดังกล่าวต่อไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทกฎหมายตามคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวมหรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 63/2548 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ว่าพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8 และมาตรา 10 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลย จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฎีกาโดยอ้างเหตุผลในข้อกฎหมายขึ้นมาใหม่ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบให้ล้มละลายโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ไม่ใช่การฟ้องคดีล้มละลายทั่วไปที่ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จำเลยทั้งสิบต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิด ขอให้มีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบไว้จนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนี้ ข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3 (ณรงค์พล ทองจีน-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กีรติ กาญจนรินทร์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
417422
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010126"
    }
}
date
2551
deka_no
3335/2551
deka_running_no
3335
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ณรงค์พล ทองจีน",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กีรติ กาญจนรินทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 26",
            "ม. 29",
            "ม. 30 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 33",
            "ม. 48 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 28"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊พ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ฟ้องจำเลยทั้งสิบเป็นบุคคลล้มละลายโดยคดีอาญาที่จำเลยทั้งสิบถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาและคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8 และมาตรา 10 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยก่อนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 ประกอบมาตรา 6 กับให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการจัดการ รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้โดยขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแล้วบางรายการในราคาต่ำก่อให้เกิดความเสียหายมาก หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการดังกล่าวต่อไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทกฎหมายตามคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวมหรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 63/2548 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ว่าพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 8 และมาตรา 10 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลย จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฎีกาโดยอ้างเหตุผลในข้อกฎหมายขึ้นมาใหม่ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบให้ล้มละลายโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ไม่ใช่การฟ้องคดีล้มละลายทั่วไปที่ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จำเลยทั้งสิบต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสิบกระทำความผิด ขอให้มีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบไว้จนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนี้ ข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000624.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551