คำสั่งคำร้องที่ 623/2550 ฉบับเต็ม

#417609
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำสั่งคำร้องที่ 623/2550 นายทวีศักดิ์ สวนธนาศิริ ผู้ร้อง นายดนัย สวนธนาศิริ กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1711 ป.วิ.พ. มาตรา 231, มาตรา 264 ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สิทธิของผู้ร้องในกองมรดกมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์จึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ ทั้งไม่เป็นกรณีที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกา ___________________________ คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งรวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกผู้ร้องในสำนวนหลังซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนายดนัยผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และมีคำสั่งแต่งตั้งนางจารุณีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนทรัพย์นอกพินัยกรรม กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ผู้คัดค้านที่ 2 แถลงคัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สิทธิของผู้ร้องในกองมรดกมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ จึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ ทั้งไม่เป็นกรณีที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง" (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เรื่องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี อันเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ระบุการขอทุเลาไว้ว่าเป็นการขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามบทบัญญัตินี้การจะขอทุเลาได้จึงจะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องมีการบังคับฝ่ายผู้ร้องขอทุเลาให้กระทำการใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล หากไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไม่มีบทบังคับคดีใด กรณีก็ย่อมไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ การจะขอทุเลาการบังคับคดีจะต้องทำเป็นคำร้อง จะขอมาท้ายอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4309/2534) และถือว่าคำร้องขอทุเลาเป็นสิ่งที่พ่วงไปกับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) หากไม่รับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) คำร้องขอทุเลาก็ตกไปด้วย ทั้งหากจะพิจารณาส่งคำร้องขอทุเลาได้ก็เมื่อกรณีมีเหตุที่จะรับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ไว้พิจารณาแล้ว โดยจะรับและสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีก่อนที่จะสั่งรับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ไม่ได้ (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 773/2516) การยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีจะต้องอ้างเหตุสมควร จะอ้างแต่ว่ากรณีมีเหตุจะชนะคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะพิจารณา (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 335/2514) ซึ่งจากแนวปฏิบัติ เหตุผลที่จะต้องมีในคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีก็คือ 1. ฝ่ายผู้ร้องขอทุเลาการบังคับคดี มีทางชนะคดีในศาลอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ได้ 2. หากให้ทุเลาการบังคับคดี ก็ไม่ทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายเสียหาย 3. แต่หากไม่ให้ทุเลาการบังคับคดีแล้วจะทำให้ฝ่ายผู้ร้องขอทุเลาการบังคับคดีต้องเสียหาย อย่างไรก็ดี แม้จะมีคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีที่มีเหตุผลตามที่กำหนด แต่หากกรณีไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาร้องขอทุเลาการบังคับคดีได้ เช่น ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ โดยไม่มีบทบังคับให้โจทก์ปฏิบัติการอย่างไร ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้บังคับโจทก์ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ ก็ไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับคดี เนื่องจากไม่มีการบังคับตามคำพิพากษา (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 533/2500, ที่ 513/2527) ฟ้องหย่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง บัญญัติให้การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 ทำให้การบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่เกิดขึ้น เพราะแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้หย่าแต่คดียังไม่ถึงที่สุด กรณียังไม่อาจบังคับตามคำพิพากษาได้ ทำให้ไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับคดีไปด้วย เนื่องจากไม่มีการบังคับคดี (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 351/2524, ที่ 1089/2527 และที่ 1725/2530) คดีนี้ ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้แม้จะเป็นเรื่องตั้งผู้จัดการมรดกแต่ผลของคำพิพากษาไม่มีส่วนกระทบสิทธิหรือทำให้ผู้ร้องขอทุเลาการบังคับต้องเสียสิทธิหรือประโยชน์อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ อย่างไรก็ดี ในบางกรณีแม้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลจะไม่มีการบังคับทำให้ไม่อาจยื่นคำขอทุเลาการบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 แต่หากทำให้เกิดความเสียหายและผู้ร้องประสงค์จะขอคุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างการพิจารณาก็เป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ด้วยการออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5973/2541) นพพร โพธิรังสิยากร
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
417609
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082561173"
    }
}
date
2550
deka_no
623/2550
deka_running_no
623
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1711"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 231",
            "ม. 264"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายทวีศักดิ์ สวนธนาศิริ"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายดนัย สวนธนาศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งรวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกผู้ร้องในสำนวนหลังซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนายดนัยผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และมีคำสั่งแต่งตั้งนางจารุณีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนทรัพย์นอกพินัยกรรม กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน

ผู้คัดค้านที่ 2 แถลงคัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สิทธิของผู้ร้องในกองมรดกมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ จึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ ทั้งไม่เป็นกรณีที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เรื่องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี อันเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ระบุการขอทุเลาไว้ว่าเป็นการขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามบทบัญญัตินี้การจะขอทุเลาได้จึงจะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องมีการบังคับฝ่ายผู้ร้องขอทุเลาให้กระทำการใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล หากไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไม่มีบทบังคับคดีใด กรณีก็ย่อมไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ การจะขอทุเลาการบังคับคดีจะต้องทำเป็นคำร้อง จะขอมาท้ายอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4309/2534) และถือว่าคำร้องขอทุเลาเป็นสิ่งที่พ่วงไปกับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) หากไม่รับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) คำร้องขอทุเลาก็ตกไปด้วย ทั้งหากจะพิจารณาส่งคำร้องขอทุเลาได้ก็เมื่อกรณีมีเหตุที่จะรับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ไว้พิจารณาแล้ว โดยจะรับและสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีก่อนที่จะสั่งรับอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ไม่ได้ (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 773/2516) การยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีจะต้องอ้างเหตุสมควร จะอ้างแต่ว่ากรณีมีเหตุจะชนะคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะพิจารณา (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 335/2514) ซึ่งจากแนวปฏิบัติ เหตุผลที่จะต้องมีในคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีก็คือ 1. ฝ่ายผู้ร้องขอทุเลาการบังคับคดี มีทางชนะคดีในศาลอุทธรณ์ (หรือฎีกา) ได้ 2. หากให้ทุเลาการบังคับคดี ก็ไม่ทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายเสียหาย 3. แต่หากไม่ให้ทุเลาการบังคับคดีแล้วจะทำให้ฝ่ายผู้ร้องขอทุเลาการบังคับคดีต้องเสียหาย อย่างไรก็ดี แม้จะมีคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีที่มีเหตุผลตามที่กำหนด แต่หากกรณีไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาร้องขอทุเลาการบังคับคดีได้ เช่น ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ โดยไม่มีบทบังคับให้โจทก์ปฏิบัติการอย่างไร ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่มิได้บังคับโจทก์ แม้โจทก์จะอุทธรณ์ ก็ไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับคดี เนื่องจากไม่มีการบังคับตามคำพิพากษา (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 533/2500, ที่ 513/2527) ฟ้องหย่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง บัญญัติให้การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 ทำให้การบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่เกิดขึ้น เพราะแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้หย่าแต่คดียังไม่ถึงที่สุด กรณียังไม่อาจบังคับตามคำพิพากษาได้ ทำให้ไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับคดีไปด้วย เนื่องจากไม่มีการบังคับคดี (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 351/2524, ที่ 1089/2527 และที่ 1725/2530) คดีนี้ ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้แม้จะเป็นเรื่องตั้งผู้จัดการมรดกแต่ผลของคำพิพากษาไม่มีส่วนกระทบสิทธิหรือทำให้ผู้ร้องขอทุเลาการบังคับต้องเสียสิทธิหรือประโยชน์อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ อย่างไรก็ดี ในบางกรณีแม้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลจะไม่มีการบังคับทำให้ไม่อาจยื่นคำขอทุเลาการบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 แต่หากทำให้เกิดความเสียหายและผู้ร้องประสงค์จะขอคุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างการพิจารณาก็เป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ด้วยการออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5973/2541) นพพร โพธิรังสิยากร
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006018.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำสั่งคำร้อง
year
2550