คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8679/2551 ฉบับเต็ม

#418057
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8679/2551 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204 แม้จำเลยตกลงค้ำประกันหนี้ของกิจการร่วมค้าชนิดไม่มีเงื่อนไข และชนิดไม่เพิกถอน จำเลยต้องชำระหนี้ค้ำประกันแก่โจทก์ทันทีที่โจทก์เรียกให้ชำระ โดยไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน และไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ไปเรียกร้องจากกิจการร่วมค้าก่อนก็ตาม แต่ตามที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกัน จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โจทก์ก็มิได้ถือเอากำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญแต่ได้ผ่อนเวลาเรื่อยมา การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาให้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 นอกจากนี้โจทก์ก็รับเงินที่ชำระโดยไม่อิดเอื้อน หรือขอสงวนสิทธิในการเรียกดอกเบี้ย เนื่องจากการชำระหนี้ที่ล่าช้า แต่โจทก์กลับออกใบเสร็จรับเงินให้จำเลยว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการค้ำประกันแล้ว และโจทก์ยังได้คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้ง 8 ฉบับ ให้จำเลยด้วย โจทก์จึงไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายที่จำเลยชำระเงินล่าช้า แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าว ก็เป็นการเรียกร้องภายหลังจากการชำระหนี้การค้ำประกันของจำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่ทำให้โจทก์กลับมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ล่าช้า ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 30,671,480.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,095,434.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้การค้ำประกันตามหลักประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าของสัญญา จำเลยตกลงค้ำประกันหนี้ของกิจการร่วมค้าชนิดไม่มีเงื่อนไขและชนิดไม่เพิกถอน จำเลยต้องชำระหนี้ค้ำประกันให้แก่โจทก์ทันทีที่โจทก์เรียกให้ชำระ โดยไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน และไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ไปเรียกร้องจากกิจการร่วมค้าก่อนก็ตาม แต่ตามที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกัน จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในเวลาที่โจทก์กำหนดตามหนังสือบอกกล่าวฉบับแรก ซึ่งจำเลยต้องชำระภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยไม่ได้ชำระ โจทก์ก็มิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ แต่ได้ผ่อนเวลาการชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าวเรื่อยมา โดยการมีหนังสือบอกการประชุมร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลย ผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปทุกครั้ง แม้ในหนังสือบอกกล่าวการชำระหนี้ฉบับสุดท้าย ซึ่งกำหนดให้จำเลยนำเงินมาชำระภายในวันที่ 27 มีนาคม 2541 จำเลยก็ไม่ยอมชำระ จำเลยนำเงินมาชำระภายหลังจากนั้นอีกเกือบ 2 เดือน (ชำระวันที่ 26 พฤษภาคม 2541) นับระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาการชำระเงินให้จำเลยตั้งแต่มีหนังสือบอกกล่าวเตือนให้จำเลยชำระเงินฉบับแรกจนถึงเวลาที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์ถึง 1 ปีเศษ ที่โจทก์ฎีกาว่าพฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ถือว่าโจทก์ได้ยินยอมผ่อนเวลาเลื่อนการชำระหนี้ของจำเลยออกไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฉะนั้น การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาให้ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 นอกจากนี้โจทก์ก็รับเงินที่ชำระโดยไม่อิดเอื้อนหรือขอสงวนสิทธิในการเรียกดอกเบี้ยเนื่องจากการชำระหนี้ที่ล่าช้าเลย ไม่ว่าระยะเวลาใด ๆ ก่อนที่จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ แต่โจทก์กลับออกใบเสร็จรับเงินให้จำเลยว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาแล้ว เป็นเงิน 65,840,499.52 บาท และ 4,098,294.52 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน และโจทก์ยังได้คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้ง 8 ฉบับ ให้จำเลยด้วย โจทก์จึงไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายที่จำเลยชำระเงินล่าช้า แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ เป็นเงิน 24,095,434.61 บาท ก็เป็นการเรียกร้องภายหลังจากการชำระหนี้การค้ำประกันของจำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่ทำให้โจทก์กลับมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ล่าช้าตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นพวรรณ อินทรัมพรรย์-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-อร่าม เสนามนตรี) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางสาวผจงธรณ์ วริทรเวช ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2170/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
418057
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นางสาวผจงธรณ์ วริทรเวช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006526"
    }
}
date
2551
deka_no
8679/2551
deka_running_no
8679
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "อร่าม เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 30,671,480.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,095,434.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้การค้ำประกันตามหลักประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าของสัญญา จำเลยตกลงค้ำประกันหนี้ของกิจการร่วมค้าชนิดไม่มีเงื่อนไขและชนิดไม่เพิกถอน จำเลยต้องชำระหนี้ค้ำประกันให้แก่โจทก์ทันทีที่โจทก์เรียกให้ชำระ โดยไม่มีสิทธิที่จะคัดค้าน และไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ไปเรียกร้องจากกิจการร่วมค้าก่อนก็ตาม แต่ตามที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกัน จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในเวลาที่โจทก์กำหนดตามหนังสือบอกกล่าวฉบับแรก ซึ่งจำเลยต้องชำระภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยไม่ได้ชำระ โจทก์ก็มิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ แต่ได้ผ่อนเวลาการชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าวเรื่อยมา โดยการมีหนังสือบอกการประชุมร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลย ผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปทุกครั้ง แม้ในหนังสือบอกกล่าวการชำระหนี้ฉบับสุดท้าย ซึ่งกำหนดให้จำเลยนำเงินมาชำระภายในวันที่ 27 มีนาคม 2541 จำเลยก็ไม่ยอมชำระ จำเลยนำเงินมาชำระภายหลังจากนั้นอีกเกือบ 2 เดือน (ชำระวันที่ 26 พฤษภาคม 2541) นับระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาการชำระเงินให้จำเลยตั้งแต่มีหนังสือบอกกล่าวเตือนให้จำเลยชำระเงินฉบับแรกจนถึงเวลาที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์ถึง 1 ปีเศษ ที่โจทก์ฎีกาว่าพฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ถือว่าโจทก์ได้ยินยอมผ่อนเวลาเลื่อนการชำระหนี้ของจำเลยออกไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฉะนั้น การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่โจทก์ผ่อนเวลาให้ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 นอกจากนี้โจทก์ก็รับเงินที่ชำระโดยไม่อิดเอื้อนหรือขอสงวนสิทธิในการเรียกดอกเบี้ยเนื่องจากการชำระหนี้ที่ล่าช้าเลย ไม่ว่าระยะเวลาใด ๆ ก่อนที่จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ แต่โจทก์กลับออกใบเสร็จรับเงินให้จำเลยว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาแล้ว เป็นเงิน 65,840,499.52 บาท และ 4,098,294.52 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน และโจทก์ยังได้คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้ง 8 ฉบับ ให้จำเลยด้วย โจทก์จึงไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายที่จำเลยชำระเงินล่าช้า แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ เป็นเงิน 24,095,434.61 บาท ก็เป็นการเรียกร้องภายหลังจากการชำระหนี้การค้ำประกันของจำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่ทำให้โจทก์กลับมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวขึ้นมาอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ล่าช้าตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000592.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2170/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551