ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2551
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โชคสมนึกการช่าง
โจทก์
บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้ร้อง
บริษัท ที. โอ. พี คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 171, มาตรา 273, มาตรา 275, มาตรา 286, มาตรา 769
ป.วิ.พ. มาตรา 290
การจำนำเครื่องจักรโดยคู่สัญญาตกลงให้ อ. ภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้เป็นผู้รักษาทรัพย์สิน แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจโรงโม่หินของตนตลอดมา ซึ่งเครื่องจักรนั้นจำเลยที่ 1 ผู้จำนำซื้อจากโจทก์เพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายสร้างรายได้ และนำเงินชำระคืนแก่ผู้ร้องซึ่งรับจำนำ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องการใช้เครื่องจักรผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์จะมีข้อตกลงว่าผู้จำนำได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย การที่ผู้ร้องยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำตามมาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำจึงระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนตามสัญญาจำนำเครื่องจักร
เจ้าหนี้ที่จะมีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของ เจ้าหนี้นั้นจะต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 286 โจทก์ไม่ได้กระทำการดังกล่าว ทั้งบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายให้มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ทำการงานขึ้น และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้ แต่ที่ดินซึ่งโจทก์ทำการก่อสร้างโรงโม่หินเป็นของกรมป่าไม้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 273 และมาตรา 275 โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิ เมื่อโจทก์และผู้ร้องต่างก็เป็นเจ้าหนี้สามัญด้วยกัน จึงชอบที่จะใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 เพื่อเฉลี่ยทรัพย์
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2539 ของต้นเงิน 4,560,000 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 ของต้นเงิน 2,925,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2539 และของต้นเงิน 5,850,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไว้เพื่อทำการขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 40,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11.25 ต่อปี หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อปี จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระเงินคืนให้แก่ผู้ร้องรวม 9 งวด ระยะห่างกันงวดละ 6 เดือน ชำระงวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ชำระงวดสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2544 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้องเพื่อนำไปใช้ในโครงการของจำเลยที่ 1 อีกในวงเงินไม่เกิน 27,000,000 บาท มีกำหนดชำระ 1 ปี เพื่อเป็นประกันการกู้ยืนเงินและเบิกเงินทุนหมุนเวียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรและอุปกรณ์ไว้แก่ผู้ร้องรวม 5 ครั้ง หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้อง จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียนไปจากผู้ร้องครบจำนวนแล้ว แต่ต่อมาผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 3 คน ให้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องรวมเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าดอกเบี้ยของเบี้ยประกันภัยคิดถึงวันที่ยื่นคำร้องขอทั้งสิ้น 113,827,286.07 บาท คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 84 รายการ สำหรับทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 จำเลยที่ 1 ได้จำนำเป็นประกันหนี้ไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนำจึงชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาทรัพย์สินที่จำนำดังกล่าวหรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญอื่นๆ ตามกฎหมาย หากโจทก์เพิกเฉยไม่กระทำการบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ หรือสละสิทธิในการบังคับคดี หรือถอนการบังคับคดีและทำให้การบังคับคดีล่าช้า ขอให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีต่อไป
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดแล้ว ยังไม่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอ การจำนำทรัพย์ระหว่างจำเลยที่ 1 และผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามวันเวลาที่ผู้ร้องระบุในคำร้องขอว่ามีการทำสัญญาจำนำนั้น จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เพราะว่าทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นและในวันเวลาที่จำเลยที่ 1 นำไปจำนำแก่ผู้ร้องนั้น โจทก์ยังไม่ได้จัดทำหรือส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด และทรัพย์สินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นส่วนควบของโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดไว้ซึ่งมีลักษณะเป็นอสังหาริมทรัพย์อันไม่อาจจำนำได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างเอาบุริมสิทธิมาใช้ยันเพื่อขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น การจำนำทรัพย์ระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ผู้ร้องมิได้ยึดทรัพย์สินที่จำนำไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ แต่ผู้ร้องยินยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 การจำนำย่อมระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างบุริมสิทธิใดๆ ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องได้ ทรัพย์ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 10 และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จำนำไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องรับจำนำไว้โดยไม่สุจริต โดยหลบเลี่ยงมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ ผู้ร้องทราบดีว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากผู้ร้องนั้น ผู้ร้องจะต้องชำระเงินตามที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมบางส่วนเพื่อเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างทำของโดยผู้ร้องจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบและวิธีปฏิบัติของผู้ร้องในเรื่องการชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์มีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของเป็นการงานขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ (โรงโม่หินที่โจทก์นำยึดในคดีนี้) โจทก์ย่อมมีบุริมสิทธิดีกว่าผู้ร้องในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตามคำร้องขอก่อนผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนำเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องดีกว่าบุริมสิทธิของโจทก์ การจำนำทรัพย์ระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นโดยมีเจตนาแท้จริงเป็นการจำนำสิทธิในการประกอบกิจการโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 อันเป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสาร แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบตราสารใดๆ ให้แก่ผู้ร้องได้เนื่องจากผู้ร้อง (ที่ถูกน่าจะเป็นจำเลยที่ 1) ยังค้างชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มิได้ออกเอกสารสำคัญเพื่อใช้ประกอบการออกตราสารของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถส่งมอบตราสารให้แก่ผู้ร้องได้ ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงจัดทำนิติกรรมในรูปแบบของการจำนำเพื่ออำพรางการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสาร การจำนำดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งนิติกรรมอันเป็นโมฆะมาร้องเป็นคดีนี้ได้ ขอให้ยกคำร้องขอ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ในลำดับหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ลำดับที่ 7 ถึงที่ 11 (ที่ถูกถึงที่ 10) และลำดับที่ 13 ถึงที่ 47 ชำระหนี้ผู้ร้องก่อนโจทก์ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีก็ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโรงโม่หินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนจากผู้ร้องมาใช้ในกิจการโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาจำนำเครื่องจักรบางส่วนภายในโรงงานไว้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์เอกสารหมาย ร.11 ถึง ร.15 เพื่อเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดโรงโม่หินของจำเลยที่ 1 อันเป็นทรัพย์ที่โจทก์เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2542 สำหรับหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากผู้ร้องนั้นจำเลยที่ 1 ผิดนัด ผู้ร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองกับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาจำนำเพียงใด เห็นว่า การจำนำเครื่องจักรโดยคู่สัญญาจำนำตกลงให้นางอรวรุณภริยาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ และได้ความจากนายทรงวุฒิกับนายเกรียงไกรพยานผู้ร้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจโรงโม่หินของตนตลอดมา ซึ่งเครื่องจักรนั้นจำเลยที่ 1 ผู้จำนำ ซื้อจากโจทก์เพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายสร้างรายได้ และนำเงินชำระคืนแก่ผู้ร้องซึ่งรับจำนำ การจำนำเครื่องจักรจึงเป็นหนทางที่สะดวกและรวดเร็วกว่าการจดทะเบียนจำนอง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ต้องการใช้เครื่องจักรนำมาผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าสัญญาจำนำและรักษาทรัพย์ ข้อ 3 ตามเอกสารหมาย ร.11 ถึง ร.15 จะมีข้อตกลงว่าผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตาม ก็เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ทั้งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำของผู้ร้องจึงระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนตามสัญญาจำนำเครื่องจักร ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรควรยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247
มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิในมูลหนี้จ้างทำของนั้น เจ้าหนี้ต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างเพื่อให้มีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษใช้ยันเจ้าหนี้อื่นในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าว นอกจากนี้ บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของอันเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายให้มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ทำการงานขึ้น และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นของลูกหนี้ แต่ที่ดินซึ่งโจทก์ทำการก่อสร้างโรงโม่หิน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นของกรมป่าไม้มิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 และมาตรา 275 โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิเช่นกัน ดังนั้น ทั้งโจทก์และผู้ร้องต่างก็เป็นเจ้าหนี้สามัญด้วยกัน จึงชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 เพื่อเฉลี่ยทรัพย์ต่อไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
(บุญรอด ตันประเสริฐ-ชัชลิต ละเอียด-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ