คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9754/2544 ฉบับเต็ม

#418544
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9754/2544 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัทมากสินธิ์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1250, มาตรา 1269 ป.รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ, มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 ให้ อ. และ ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้บุคคลอื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. และ ป. เป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียว การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของ อ.และ ป. ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีด้วยจึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้ อนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 487,118.57 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในค่าภาษีจำนวน 197,066.65 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษี และให้เพิกถอนหนังสือยกหนี้เงินกู้ให้แก่นางสาวอมรและนางประภา คนละ 2,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,600,000 บาท ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ดังเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษี จำนวน 356,666 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 106,353 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 และเงินภาษีจำนวน 71,980 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินกว่าค่าภาษีที่ค้างชำระแต่ละจำนวน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายทนงศักดิ์ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนายทนงศักดิ์เป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท วันที่ 3 กรกฎาคม 2541 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 และวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิตบุคคลแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาคำนวณภาษีมาจากการที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินคนละ 2,300,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และถือเอาดอกเบี้ยที่คำนวณได้เป็นเงินได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 และเดือนมกราคม 2541 ถึงมิถุนายน 2541 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรหรือนางประภากู้ยืมเงินเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้ผู้อื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือ ไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวอมรและนางประภาได้หรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของนางสาวอมรและนางประภาซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย จึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (ทองหล่อ โฉมงาม-องอาจ โรจนสุพจน์-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลภาษีอากรกลาง - นายนันทน อินทนนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
418544
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายนันทน อินทนนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058437"
    }
}
date
2544
deka_no
9754/2544
deka_running_no
9754
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1250",
            "ม. 1269"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 67 ทวิ",
            "ม. 91/2 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทมากสินธิ์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 487,118.57 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในค่าภาษีจำนวน 197,066.65 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษี และให้เพิกถอนหนังสือยกหนี้เงินกู้ให้แก่นางสาวอมรและนางประภา คนละ 2,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,600,000 บาท ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ดังเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษี จำนวน 356,666 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 106,353 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 และเงินภาษีจำนวน 71,980 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินกว่าค่าภาษีที่ค้างชำระแต่ละจำนวน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายทนงศักดิ์ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนายทนงศักดิ์เป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท วันที่ 3 กรกฎาคม 2541 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 และวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิตบุคคลแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาคำนวณภาษีมาจากการที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินคนละ 2,300,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และถือเอาดอกเบี้ยที่คำนวณได้เป็นเงินได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 และเดือนมกราคม 2541 ถึงมิถุนายน 2541 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรหรือนางประภากู้ยืมเงินเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้ผู้อื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือ ไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวอมรและนางประภาได้หรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของนางสาวอมรและนางประภาซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย จึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001058.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544