คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2551 ฉบับเต็ม

#418547
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2551 นางชวนจิตร หนูพันธ์ โจทก์ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 4 จำเลยเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การตกลงรับ ก. ผู้ตายเป็นสมาชิกของจำเลยพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของ ก. กระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินท์ และต่อมาจำเลยได้ตกลงรับ ก. เป็นสมาชิก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาสุรินทร์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2533 นายกวนไต๋บิดาของโจทก์สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยและได้ชำระเงินค่าบำรุงสมาคมเงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกัน ประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝาก ซึ่งจำเลยให้โจทก์และนายกวนไต๋ร่วมกันเปิดไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ (ปัจจุบันคือสาขานางเลิ้ง) ในชื่อโจทก์ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2546 นายกวนไต๋ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรกแจ้งให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยปฏิเสธโดยอ้างว่านายกวนไต๋ได้ถูกคัดชื่อออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 96,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่กรุงเทพมหานครและมูลคดีเกิดที่กรุงเทพมหานคร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุรินทร์) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรหรือไม่" คำว่ามูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิและในแต่ละมูลคดีอาจเกิดขึ้นหลายแห่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกซึ่งถือแก่ความตายด้วยเงินสงเคราะห์ โดยไม่ประสงค์จะหากำไรมาแบ่งปันกัน ในการดำเนินการรับสมัครสมาชิกของจำเลย จำเลยกระทำโดยมีหนังสือเวียนไปตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาต่างๆ เนื่องจากผู้ที่จะเป็นสมาชิกของจำเลยได้จะต้องเป็นพนักงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เป็นบิดามารดาของพนักงานหรือเป็นบิดามารดาของคู่สมรสพนักงาน และผู้สมัครต้องมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ หลังจากจำเลยมีหนังสือเวียนไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์แล้ว นายกวนไต๋บิดาโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรก พร้อมกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกันประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝากในชื่อโจทก์ไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เพื่อให้จำเลยหักเงินจากบัญชีดังกล่าวเป็นค่าบำรุงสมาคม เงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยผู้จัดการและสมุห์บัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาสุรินทร์ร่วมกันลงลายมือชื่อรับรองว่านายกวนไต๋เป็นผู้ฝากเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่และมีคุณสมบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยทุกประการ จากนั้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จะส่งเอกสารการสมัครดังกล่าวพร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปให้จำเลยซึ่งมีที่ทำการอยู่ที่กรุงเทพมหานครพิจารณาอนุมัติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่า แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครและการตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิกของจำเลยมีการพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของนายกวนไต๋ดังกล่าวกระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ และต่อมาจำเลยก็ตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นเรื่องแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-วีระพล ตั้งสุวรรณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
418547
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009341"
    }
}
date
2551
deka_no
4472/2551
deka_running_no
4472
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางชวนจิตร หนูพันธ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "และสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2533 นายกวนไต๋บิดาของโจทก์สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยและได้ชำระเงินค่าบำรุงสมาคมเงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกัน ประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝาก ซึ่งจำเลยให้โจทก์และนายกวนไต๋ร่วมกันเปิดไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ (ปัจจุบันคือสาขานางเลิ้ง) ในชื่อโจทก์ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2546 นายกวนไต๋ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรกแจ้งให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยปฏิเสธโดยอ้างว่านายกวนไต๋ได้ถูกคัดชื่อออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 96,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่กรุงเทพมหานครและมูลคดีเกิดที่กรุงเทพมหานคร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุรินทร์) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรหรือไม่" คำว่ามูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิและในแต่ละมูลคดีอาจเกิดขึ้นหลายแห่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกซึ่งถือแก่ความตายด้วยเงินสงเคราะห์ โดยไม่ประสงค์จะหากำไรมาแบ่งปันกัน ในการดำเนินการรับสมัครสมาชิกของจำเลย จำเลยกระทำโดยมีหนังสือเวียนไปตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาต่างๆ เนื่องจากผู้ที่จะเป็นสมาชิกของจำเลยได้จะต้องเป็นพนักงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เป็นบิดามารดาของพนักงานหรือเป็นบิดามารดาของคู่สมรสพนักงาน และผู้สมัครต้องมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ หลังจากจำเลยมีหนังสือเวียนไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์แล้ว นายกวนไต๋บิดาโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรก พร้อมกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกันประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝากในชื่อโจทก์ไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เพื่อให้จำเลยหักเงินจากบัญชีดังกล่าวเป็นค่าบำรุงสมาคม เงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยผู้จัดการและสมุห์บัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาสุรินทร์ร่วมกันลงลายมือชื่อรับรองว่านายกวนไต๋เป็นผู้ฝากเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่และมีคุณสมบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยทุกประการ จากนั้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จะส่งเอกสารการสมัครดังกล่าวพร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปให้จำเลยซึ่งมีที่ทำการอยู่ที่กรุงเทพมหานครพิจารณาอนุมัติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่า แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครและการตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิกของจำเลยมีการพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของนายกวนไต๋ดังกล่าวกระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ และต่อมาจำเลยก็ตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นเรื่องแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000617.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551