คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4853/2551 ฉบับเต็ม

#418842
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4853/2551 นายวิชัย รักศรีอักษร กับพวก โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน บริษัทบิ๊กแฮนด์ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 341, มาตรา 1119 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้น ป.พ.พ. มาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติห้ามโดยเด็ดขาดมิให้หักหนี้กับบริษัทโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท จำเลยจึงไม่อาจยกบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 มาขอหักหนี้กับหนี้สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาค้ำประกันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 1 จำนวน 5,000,000 บาท มูลหนี้อันดับ 2 จำนวน 16,316,62.10 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยโดยมูลหนี้อันดับ 2 ให้ได้รับชำระหนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ในขณะเดียวกันโจทก์ที่ 2 ค้างชำระค่าหุ้นจำเลยจำนวน 10,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 30 มกราคม 2547 แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง ห้ามมิได้ผู้ถือหุ้นหักหนี้ค่าหุ้นของตนกับบริษัท โจทก์ที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากหนี้ที่โจทก์ที่ 2 นำมาขอหักกลบลบหนี้เป็นหนี้ที่โจทก์ที่ 2 ชำระหนี้แทนจำเลยแล้วนำมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ไม่ใช่หนี้ของโจทก์ที่ 2 โดยตรงอันจะมีผลให้ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง แม้จะไม่เป็นหนี้ที่ไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็อาจหักกลบลบกันได้ การไม่อนุญาตให้หักกลบลบหนี้ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหนี้สามารถขอรับชำระหนี้ได้แต่เพียงส่วนเฉลี่ยของทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านรวบรวมมา แต่โจทก์ที่ 2 ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยเต็มจำนวน ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 หักกลบลบหนี้ได้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยและค้างชำระค่าหุ้นจำเลยจำนวน 10,000,000 บาท ในขณะเดียวกันโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหนี้จำเลยโดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ได้รับชำระหนี้สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาค้ำประกันในมูลหนี้อันดับ 2 จำนวน 16,316,621.10 บาท มูลหนี้อันดับ 1 จำนวน 5,000,000 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับมูลหนี้อันดับ 2 ให้ได้รับชำระหนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 มีว่า โจทก์ที่ 2 มีสิทธินำหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับค่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 ค้างชำระจำเลยอยู่หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง หนี้ทั้งสองรายที่จะหักกลบลบหนี้ได้จะต้องมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน และต้องถึงกำหนดชำระแล้ว และตามมาตรา 342 วรรคหนึ่ง การหักกลบลบหนี้นั้นจะมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาหาได้ไม่ ส่วนในคดีล้มละลายพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้เป็นลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ถึงแม้ว่ามูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ดีก็อาจหักกลบกันได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว" ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 บัญญัติเป็นทำนองยกเว้นเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เท่านั้นว่า หนี้ซึ่งหักกลบลบกันไม่ได้ตามมาตรา 341 และมาตรา 342 นั้น อาจหักกลบลบกันได้ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 (เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้) ขอหักหนี้เงินที่โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางกับหนี้ค่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 เป็นหนี้จำเลยซึ่งมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หุ้นทุกๆ หุ้นจำต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 ถือในบริษัทจำเลยเป็นหุ้นที่ออกตามมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221 ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้น มาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติในลักษณะห้ามโดยเด็ดขาดมิให้หักหนี้กับบริษัท โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยไม่อาจยกบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 มาขอหักหนี้ได้ คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (สมศักดิ์ จันทรา-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-ไพโรจน์ วายุภาพ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
418842
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009026"
    }
}
date
2551
deka_no
4853/2551
deka_running_no
4853
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 341",
            "ม. 1119"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 102"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิชัย รักศรีอักษร กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบิ๊กแฮนด์ จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544

โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 1 จำนวน 5,000,000 บาท มูลหนี้อันดับ 2 จำนวน 16,316,62.10 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยโดยมูลหนี้อันดับ 2 ให้ได้รับชำระหนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ในขณะเดียวกันโจทก์ที่ 2 ค้างชำระค่าหุ้นจำเลยจำนวน 10,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 30 มกราคม 2547 แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง ห้ามมิได้ผู้ถือหุ้นหักหนี้ค่าหุ้นของตนกับบริษัท โจทก์ที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากหนี้ที่โจทก์ที่ 2 นำมาขอหักกลบลบหนี้เป็นหนี้ที่โจทก์ที่ 2 ชำระหนี้แทนจำเลยแล้วนำมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ไม่ใช่หนี้ของโจทก์ที่ 2 โดยตรงอันจะมีผลให้ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง แม้จะไม่เป็นหนี้ที่ไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็อาจหักกลบลบกันได้ การไม่อนุญาตให้หักกลบลบหนี้ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหนี้สามารถขอรับชำระหนี้ได้แต่เพียงส่วนเฉลี่ยของทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านรวบรวมมา แต่โจทก์ที่ 2 ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยเต็มจำนวน ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 หักกลบลบหนี้ได้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยและค้างชำระค่าหุ้นจำเลยจำนวน 10,000,000 บาท ในขณะเดียวกันโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหนี้จำเลยโดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ได้รับชำระหนี้สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาค้ำประกันในมูลหนี้อันดับ 2 จำนวน 16,316,621.10 บาท มูลหนี้อันดับ 1 จำนวน 5,000,000 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับมูลหนี้อันดับ 2 ให้ได้รับชำระหนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 มีว่า โจทก์ที่ 2 มีสิทธินำหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับค่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 ค้างชำระจำเลยอยู่หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง หนี้ทั้งสองรายที่จะหักกลบลบหนี้ได้จะต้องมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน และต้องถึงกำหนดชำระแล้ว และตามมาตรา 342 วรรคหนึ่ง การหักกลบลบหนี้นั้นจะมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาหาได้ไม่ ส่วนในคดีล้มละลายพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้เป็นลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ถึงแม้ว่ามูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ดีก็อาจหักกลบกันได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว" ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 บัญญัติเป็นทำนองยกเว้นเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เท่านั้นว่า หนี้ซึ่งหักกลบลบกันไม่ได้ตามมาตรา 341 และมาตรา 342 นั้น อาจหักกลบลบกันได้ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 (เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้) ขอหักหนี้เงินที่โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางกับหนี้ค่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 เป็นหนี้จำเลยซึ่งมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หุ้นทุกๆ หุ้นจำต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 ถือในบริษัทจำเลยเป็นหุ้นที่ออกตามมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221 ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้น มาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติในลักษณะห้ามโดยเด็ดขาดมิให้หักหนี้กับบริษัท โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยไม่อาจยกบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 มาขอหักหนี้ได้ คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000614.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551