คำวินิจฉัยที่ 7/2545 ฉบับเต็ม

#419342
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยที่ 7/2545 เทศบาลเมืองหนองคาย โจทก์ นายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2517 มาตรา พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2516 มาตรา ไม่มีย่อสั้น ___________________________ (สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๗/๒๕๔๕ วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ศาลจังหวัดหนองคาย ระหว่าง ศาลปกครองกลาง การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลจังหวัดหนองคายได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองต่างเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตน จึงส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ข้อเท็จจริงในคดี เทศบาลเมืองหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือและนายทวีบุญ อินทราวุธ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดหนองคาย อ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลเมืองหนองคายและผู้ตรวจการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย และจำเลยทั้งสองเป็นคณะกรรมการรักษาเงินของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายอีกด้วย จำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบการว่าด้วยอำนาจหน้าที่พนักงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่จำเลยทั้งสองละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้นางสาวสุกัญญา สนิทภักดี พนักงานบัญชีของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายทุจริตยักยอกเงินของสถานธนานุบาลไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหลายครั้ง รวมเป็นเงิน ๑,๒๑๖,๐๐๐ บาท จึงขอให้ศาลจังหวัดหนองคายพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕๑๙,๑๘๕.๗๕ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๗๓๕,๑๘๕.๗๕ บาท จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ ว่า คดีนี้มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำ ที่ ๒๖๙๓/๒๕๔๔ และศาลปกครองกลางรับฟ้องไว้แล้ว เมื่อโจทก์มายื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ศาลจังหวัดหนองคายอีก จึงเป็นกรณีที่ศาลตั้งแต่สองศาลขึ้นไปได้รับฟ้องคดีเรื่องเดียวกันไว้ตามมาตรา ๑๒ ประกอบกับมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ เห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดหนองคาย แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง จึงขอให้ศาลจังหวัดหนองคายรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว คำวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องพิจารณา การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นผู้จัดตั้งควบคุมดูแลสถานธนานุบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามนัยของมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดเทศบาลเมืองหนองคาย จำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการรักษาเงินของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย มีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบการว่าด้วยอำนาจหน้าที่พนักงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จนเป็นเหตุให้สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเหตุละเมิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ นั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่เทศบาลเมืองหนองคายฟ้องนายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือ และนายทวีบุญ อินทราวุธ เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ ได้แก่ศาลปกครองกลาง นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์ ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร นายพรชัย รัศมีแพทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ () แหล่งที่มา ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
419342
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082624299"
    }
}
date
2545
deka_no
7/2545
deka_running_no
7
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2517",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2517",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2516",
        "law_abbr": "ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2516",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "เทศบาลเมืองหนองคาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน"
    }
]
long_text
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๔๕

วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดหนองคาย

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหนองคายได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลทั้งสองต่างเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตน จึงส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เทศบาลเมืองหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือและนายทวีบุญ อินทราวุธ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดหนองคาย อ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลเมืองหนองคายและผู้ตรวจการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย และจำเลยทั้งสองเป็นคณะกรรมการรักษาเงินของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายอีกด้วย จำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบการว่าด้วยอำนาจหน้าที่พนักงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่จำเลยทั้งสองละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้นางสาวสุกัญญา สนิทภักดี พนักงานบัญชีของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายทุจริตยักยอกเงินของสถานธนานุบาลไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหลายครั้ง รวมเป็นเงิน ๑,๒๑๖,๐๐๐ บาท จึงขอให้ศาลจังหวัดหนองคายพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕๑๙,๑๘๕.๗๕ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๗๓๕,๑๘๕.๗๕ บาท จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ ว่า คดีนี้มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำ ที่ ๒๖๙๓/๒๕๔๔ และศาลปกครองกลางรับฟ้องไว้แล้ว เมื่อโจทก์มายื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ศาลจังหวัดหนองคายอีก จึงเป็นกรณีที่ศาลตั้งแต่สองศาลขึ้นไปได้รับฟ้องคดีเรื่องเดียวกันไว้ตามมาตรา ๑๒ ประกอบกับมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ เห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดหนองคาย แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง จึงขอให้ศาลจังหวัดหนองคายรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นผู้จัดตั้งควบคุมดูแลสถานธนานุบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการควบคุมและดำเนินงานสถานธนานุบาลของหน่วยราชการบริหารส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามนัยของมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดเทศบาลเมืองหนองคาย จำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการรักษาเงินของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคาย มีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีของสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบการว่าด้วยอำนาจหน้าที่พนักงานสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จนเป็นเหตุให้สถานธนานุบาลเทศบาลเมืองหนองคายได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเหตุละเมิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ นั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่เทศบาลเมืองหนองคายฟ้องนายวีระศักดิ์ พันธ์นาเหนือ และนายทวีบุญ อินทราวุธ เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในคดีนี้ ได้แก่ศาลปกครองกลาง

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)
source
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006645.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำวินิจฉัย
year
2545