คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2551 ฉบับเต็ม

#419615
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2551 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสงัส อ่อนทอง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6), มาตรา 192 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนร่วมกันลักโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสดของผู้เสียหายไปโดยจำเลยกับพวกร่วมกันพูดขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะฆ่าผู้เสียหายให้ตายหากขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกในการลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83 กับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 120 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะผู้เสียหายเดินอยู่บริเวณปากซอยราชวิถี 36 จำเลยกับนายวีระยุทธ์ร่วมกันจับแขนและผลักหลังของผู้เสียหายเข้าไปในซอย แล้วนายวีระยุทธ์เอาเงินของผู้เสียหายไป ส่วนจำเลยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป จากนั้นจำเลยไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะแล้วจำเลยกับพวกหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้พูดขู่เข็ญผู้เสียหาย แต่จำเลยได้ร่วมกับนายวีระยุทธ์ผลักผู้เสียหายเข้าไปในซอยและอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลากับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปด้วย หลังจากเกิดเหตุจำเลยไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะแล้วหลบหนีไปพร้อมกับนายวีระยุทธ์ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นตัวการสมคบร่วมกระทำความผิดกับนายวีระยุทธ์เพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ มิใช่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ซึ่งหมายถึงมาตรา 339 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จึงเกินคำขอหรือที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และ 192 วรรคแรก นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-บุญส่ง กุลบุปผา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
419615
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009572"
    }
}
date
2551
deka_no
3889/2551
deka_running_no
3889
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "บุญส่ง กุลบุปผา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (6)",
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสงัส อ่อนทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนร่วมกันลักโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสดของผู้เสียหายไปโดยจำเลยกับพวกร่วมกันพูดขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะฆ่าผู้เสียหายให้ตายหากขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกในการลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83 กับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 120 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะผู้เสียหายเดินอยู่บริเวณปากซอยราชวิถี 36 จำเลยกับนายวีระยุทธ์ร่วมกันจับแขนและผลักหลังของผู้เสียหายเข้าไปในซอย แล้วนายวีระยุทธ์เอาเงินของผู้เสียหายไป ส่วนจำเลยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป จากนั้นจำเลยไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะแล้วจำเลยกับพวกหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้พูดขู่เข็ญผู้เสียหาย แต่จำเลยได้ร่วมกับนายวีระยุทธ์ผลักผู้เสียหายเข้าไปในซอยและอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลากับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปด้วย หลังจากเกิดเหตุจำเลยไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะแล้วหลบหนีไปพร้อมกับนายวีระยุทธ์ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นตัวการสมคบร่วมกระทำความผิดกับนายวีระยุทธ์เพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ มิใช่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ซึ่งหมายถึงมาตรา 339 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จึงเกินคำขอหรือที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และ 192 วรรคแรก นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000619.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551