คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2552 ฉบับเต็ม

#419909
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2552 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว โจทก์ นางสาวสุมิตรา บุญวัฒน์ จำเลย ป.อ. มาตรา 335 (8) การที่ ฉ. และ จ. ผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านและกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างที่ผู้เสียหายไม่อยู่ เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 95,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่นายฉลวย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนางชิตและนายฉลวยเป็นพยานเบิกความว่า คืนที่นางชิตไปนอนเป็นเพื่อนจำเลยนั้นจำเลยชวนนางชิตเข้าไปในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหาย และหยิบถุงเงินในที่นอนออกมาอวดนางชิต แม้ว่านางชิตจะพยายามทัดทาน แต่จำเลยก็ยืนยันว่าจะเอาเงินในถุงใบนั้น ต่อมาเมื่อนายฉลวยรู้ว่าเงินสูญหายและสอบถาม นางชิตจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เห็นว่า แม้คำเบิกความของนางชิตจะเป็นคำพยานเดียวซึ่งศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่ง แต่เมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับข้อเท็จจริงว่าช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยชวนนางชิตเข้าไปนอนในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหายด้วยและระหว่างปัดที่นอนจำเลยหยิบถุงเงินของนายฉลวยมาให้นางชิตดู เจือสมคำเบิกความของนางชิตเช่นนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาจากสถานภาพของนางชิตซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างของนายฉลวยและรับรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างนายฉลวยกับจำเลย จนได้รับความไว้วางใจให้มานอนเป็นเพื่อนจำเลยประกอบแล้วเชื่อว่านางชิตเบิกความไปตามความจริงที่ตนรู้เห็นมา คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนัก แม้นางชิตจะมิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา แต่เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของพยานดังกล่าวที่พยายามทัดทานไม่ให้เอาเงินในถุงใบนั้นไป จำเลยก็ยังยืนยันว่าจะเอาแล้ว กรรมย่อมเป็นเครื่องแสดงเจตนาว่าจำเลยซึ่งถือถุงเงินของนายฉลวยมาให้พยานดู เป็นผู้เอาเงินถุงนั้นไป ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุเกิดจากนางจำรัสผู้เสียหายล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยกับนายฉลวย จึงหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลยเพราะหากทรัพย์สินสูญหายจริงก็ควรต้องรีบร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมคนร้ายทันที มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 3 เดือน เช่นนี้ เห็นว่า ในฎีกาของจำเลยเองก็ยืนยันว่า นายฉลวยไม่ประสงค์จะเอาความกับจำเลยจึงไม่ร้องทุกข์ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านายฉลวยยังมีเยื่อใยต่อจำเลย ในขณะเดียวกันก็เกรงว่านางจำรัสผู้เสียหายจะล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของตนกับจำเลยจึงนิ่งเฉยเสียในช่วงแรก จนกระทั่งรู้ข่าวจากนายสมคิด อคีตคนงานของตนว่าจำเลยไปชักชวนนายสมคิดมาลักทรัพย์ในบ้านของตนอีกจึงต้องพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนั้น การร้องทุกข์ที่เนินออกไปจึงมีเหตุผลอยู่ในตัวและมิใช่ข้อพิรุธบกพร่องในส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยลักเงินของนายฉลวยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้นมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลชั้นต้นศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายฉลวยและนางจำรัสผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านรวมทั้งกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างเดินทางไปกรุงเทพมหานคร เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้วการกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามอนุมาตรานี้ด้วยจึงมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. (ธนพจน์ อารยลักษณ์-พิทักษ์ คงจันทร์-เฉลียว พลวิเศษ) ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.849/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1258/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ510/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
419909
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสีคิ้ว",
        "judge": "นายเลอเลิศ ชุณหโอภาส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082003566"
    }
}
date
2552
deka_no
2620/2552
deka_running_no
2620
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "พิทักษ์ คงจันทร์",
    "เฉลียว พลวิเศษ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 335 (8)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุมิตรา บุญวัฒน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 95,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) (11) วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่นายฉลวย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนางชิตและนายฉลวยเป็นพยานเบิกความว่า คืนที่นางชิตไปนอนเป็นเพื่อนจำเลยนั้นจำเลยชวนนางชิตเข้าไปในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหาย และหยิบถุงเงินในที่นอนออกมาอวดนางชิต แม้ว่านางชิตจะพยายามทัดทาน แต่จำเลยก็ยืนยันว่าจะเอาเงินในถุงใบนั้น ต่อมาเมื่อนายฉลวยรู้ว่าเงินสูญหายและสอบถาม นางชิตจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เห็นว่า แม้คำเบิกความของนางชิตจะเป็นคำพยานเดียวซึ่งศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่ง แต่เมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับข้อเท็จจริงว่าช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยชวนนางชิตเข้าไปนอนในห้องนอนของนายฉลวยกับผู้เสียหายด้วยและระหว่างปัดที่นอนจำเลยหยิบถุงเงินของนายฉลวยมาให้นางชิตดู เจือสมคำเบิกความของนางชิตเช่นนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาจากสถานภาพของนางชิตซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างของนายฉลวยและรับรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างนายฉลวยกับจำเลย จนได้รับความไว้วางใจให้มานอนเป็นเพื่อนจำเลยประกอบแล้วเชื่อว่านางชิตเบิกความไปตามความจริงที่ตนรู้เห็นมา คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนัก แม้นางชิตจะมิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยลักเงินจำนวนนั้นของนายฉลวยดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา แต่เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของพยานดังกล่าวที่พยายามทัดทานไม่ให้เอาเงินในถุงใบนั้นไป จำเลยก็ยังยืนยันว่าจะเอาแล้ว กรรมย่อมเป็นเครื่องแสดงเจตนาว่าจำเลยซึ่งถือถุงเงินของนายฉลวยมาให้พยานดู เป็นผู้เอาเงินถุงนั้นไป ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุเกิดจากนางจำรัสผู้เสียหายล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยกับนายฉลวย จึงหาเรื่องกลั่นแกล้งจำเลยเพราะหากทรัพย์สินสูญหายจริงก็ควรต้องรีบร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมคนร้ายทันที มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 3 เดือน เช่นนี้ เห็นว่า ในฎีกาของจำเลยเองก็ยืนยันว่า นายฉลวยไม่ประสงค์จะเอาความกับจำเลยจึงไม่ร้องทุกข์ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่านายฉลวยยังมีเยื่อใยต่อจำเลย ในขณะเดียวกันก็เกรงว่านางจำรัสผู้เสียหายจะล่วงรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของตนกับจำเลยจึงนิ่งเฉยเสียในช่วงแรก จนกระทั่งรู้ข่าวจากนายสมคิด อคีตคนงานของตนว่าจำเลยไปชักชวนนายสมคิดมาลักทรัพย์ในบ้านของตนอีกจึงต้องพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนั้น การร้องทุกข์ที่เนินออกไปจึงมีเหตุผลอยู่ในตัวและมิใช่ข้อพิรุธบกพร่องในส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่าจำเลยลักเงินของนายฉลวยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้นมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลชั้นต้นศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายฉลวยและนางจำรัสผู้เสียหายมอบกุญแจบ้านรวมทั้งกุญแจห้องนอนให้จำเลยช่วยดูแลบ้านระหว่างเดินทางไปกรุงเทพมหานคร เท่ากับอนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานแล้วการกระทำของจำเลยจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ซึ่งต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามอนุมาตรานี้ด้วยจึงมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1258/2546
primary_red_case_no
อ510/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000566.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.849/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552