คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2551 ฉบับเต็ม

#419917
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2551 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ทรัพย์สมบูรณ์ โจทก์ร่วม นางจันทิมาหรือจันทิวา ด้ายมูล จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 265, มาตรา 268, มาตรา 352 การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั้นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341, 352 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 18,500 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 440/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 342 วรรคแรก การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 31 กระทง เป็นจำคุก 186 เดือน ฐานยักยอกลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 32 กระทง เป็นจำคุก 192 เดือน รวมจำคุก 384 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ริบใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของกลาง ให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท ที่ยักยอกไป และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาเครื่องปรับอากาศยี่ห้อลักซูรีขนาด 18,000 บีทียู ราคา 18,500 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3928/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมสถานหนัก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน 30 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกกระทงละ 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมที่มิได้เป็นกรรมเดียวกับฐานยักยอก 1 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานยักยอกจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 198 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 99 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมยักยอกเงินทั้งหมดหรือบางส่วนที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมหรือที่จำเลยเบิกตามเช็คซึ่งโจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยปลอมใบนำฝากเงินกับใบเสร็จรับเงินของธนาคารและนำไปใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ธนัท วิรบุตร์-ไพโรจน์ วายุภาพ-พิชัย อภิชาตอำมฤต) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสุภกิจ กิตสัมบันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6255 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
419917
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายสุภกิจ กิตสัมบันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007651"
    }
}
date
2551
deka_no
6901/2551
deka_running_no
6901
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ธนัท วิรบุตร์",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "พิชัย อภิชาตอำมฤต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 265",
            "ม. 268",
            "ม. 352"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ทรัพย์สมบูรณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจันทิมาหรือจันทิวา ด้ายมูล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341, 352 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 18,500 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 440/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 342 วรรคแรก การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 31 กระทง เป็นจำคุก 186 เดือน ฐานยักยอกลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 32 กระทง เป็นจำคุก 192 เดือน รวมจำคุก 384 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ริบใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของกลาง ให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท ที่ยักยอกไป และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาเครื่องปรับอากาศยี่ห้อลักซูรีขนาด 18,000 บีทียู ราคา 18,500 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3928/2546 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมสถานหนัก

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน 30 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกกระทงละ 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมที่มิได้เป็นกรรมเดียวกับฐานยักยอก 1 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานยักยอกจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 198 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 99 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมยักยอกเงินทั้งหมดหรือบางส่วนที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมหรือที่จำเลยเบิกตามเช็คซึ่งโจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยปลอมใบนำฝากเงินกับใบเสร็จรับเงินของธนาคารและนำไปใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000602.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6255
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551