คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2544 ฉบับเต็ม

#42018
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2544 นาย เสริมสุข นะรา โดยนาง สุขสราญ นะรา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นาง สมาน เหมศิริ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 853 พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 มาตรา พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 มิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่น พระราชบัญญัติทนายความสองฉบับแรก (ที่ยกเลิก) ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทที่ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลย หาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทจึงไม่เป็นโมฆะ สัญญาจ้างว่าความที่พิพาทไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน เป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลย แต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความ จึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853 ไม่ เมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้อง ร. และ ค. แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมา ร. และ ค. ผิดสัญญา โจทก์ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดี ซึ่ง ร. และ ค. ได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแล้ว ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว ซึ่งต่อมา ร. และ ค. ได้วางเงินชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกจำเลยฟ้องคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้โดยการว่าจ้างทนายความคนอื่นหรือเพราะการบังคับคดี ยึดทรัพย์ก็ตาม ถือว่ามีการบังคับคดีและจำเลยได้รับชำระหนี้แล้วโจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,260,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,835,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุขสราญ นะรา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,810,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นโมฆะหรือไม่ รายละเอียดในสัญญาเอกสารหมาย จ.11 ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะคิดค่าจ้างว่าความโดยแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นการพนันขันต่อนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477 มาตรา 12(2) ระบุห้ามไม่ให้ทนายความว่าต่างแก้ต่างโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ และตามพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2508 ที่มิได้บัญญัติห้ามข้อนี้ไว้โดยตรง แต่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคหนึ่งว่า ทนายความต้องปฏิบัติให้ต้องตามมรรยาททนายความตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด การกำหนดมรรยาททนายความให้เนติบัณฑิตยสภาตราเป็นข้อบังคับและประกาศในราชกิจจานุเบกษาและวรรคสองว่า ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนข้อความที่เนติบัณฑิตยสภาตราขึ้นตามวรรคก่อนทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ และพระราชบัญญัติทนายความฉบับดังกล่าว มาตรา 41 บัญญัติว่าในระหว่างที่เนติบัณฑิตยสภายังมิได้ตราข้อบังคับขึ้นตามมาตรา 17 ให้ถือว่าความในมาตรา 12(1)(2)(3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477 และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรรยาททนายความ... เป็นเสมือนข้อบังคับที่เนติบัณฑิตยสภาได้ตราขึ้นตามมาตา 17 ก็ตามแต่ต่อมามีพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2529 ที่คณะกรรมการสภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกใช้บังคับโดยมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่นพระราชบัญญัติทนายความสองฉบับแรกแต่อย่างใด ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ. 11 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2534 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายปัญหาว่าข้อกำหนดตามสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ตามสำเนาเอกสารหมายจ.1 ทุนทรัพย์พิพาทในคดีจำนวน 20,694,520 บาท แต่โจทก์คิดค่าทนายความเพียงร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท และลดส่วนลงหากบังคับคดีได้เพียงบางส่วน หรือมีการประนีประนอมยอมความกัน เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลยหาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11จึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 จึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นการพนันขันต่อหรือไม่นั้น เห็นว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า การพนัน หมายความว่า การเล่นเอาเงินหรือสิ่งอื่นด้วยการเสี่ยงโชคหรือฝีมือส่วนคำว่า ขันต่อหมายความว่าการต่อรองซึ่งได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะ สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11ไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลยแต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความจึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853 ไม่ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายเริ่มรัฐ จิตรภักดี กับนายคะเน็ต ผดุงชีวิต ตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลแพ่งพิพากษาตามยอมตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวผิดสัญญา โจทก์ในฐานะทนายความได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดีตามเอกสารหมาย จ.10 เดือนมิถุนายน 2537 จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแพ่งแล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.10 โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้วางเงินชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกจำเลยฟ้องคดีอาญา ฐานโกงเจ้าหนี้โดยการว่าจ้างทนายความคนอื่น หรือเพราะการบังคับคดียึดทรัพย์ก็ตามถือว่ามีการบังคับคดีและจำเลยได้รับชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุมิตร สุภาดุลย์-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สมชัย เกษชุมพล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะหรือไม่ ขอให้เปรียบเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2543(ประชุมใหญ่) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมแก่คู่ความดุจเป็นเจ้าหน้าที่ของศาล ทนายความไม่พึงทำสัญญากับลูกความในลักษณะที่ตนเองมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยส่วนที่ตกลงให้สินจ้างกันอีกร้อยละ 5ของทุนทรัพย์สินสมรสที่จำเลยจะได้รับ เป็นข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดี ไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความ ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงเป็นโมฆะ ส่วนข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ซึ่งออกตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ซึ่งมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอย่างพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2477 และ พ.ศ. 2508 มีผลเพียงว่าสัญญาลักษณะนี้ไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเท่านั้น มีข้อพิจารณาว่า สัญญาจ้างว่าความทั้งสองคดีต่างมีข้อตกลงให้คิดค่าทนายความจากจำนวนทุนทรัพย์ในคดีโดยตรงและให้ชำระค่าจ้างจากเงินที่ตัวความจะได้รับถึงข้อความในสัญญาระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ ...โดยชำระเมื่อบังคับคดีได้...ถ้ายอมความคิดร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" หรือ "ค่าทนายความอีกร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์สินสมรสที่จำเลยจะได้รับ" เพียงแต่มีข้อแตกต่างตรงที่คดีที่หมายเหตุระบุจำนวนเงินทุนทรัพย์ไว้เพียง 17,188,356 บาท กับมีเงื่อนไขลดค่าจ้างลงเหมือนว่าค่าทนายความมิใช่เป็นเงินโดยตรงในผลของคดี แต่หากมองให้ลึกจะเห็นเจตนาแอบแฝงเอาเงินในคดีที่ตัวความจะได้รับเหมือนกัน เพราะหากคดีแพ้ก็ไม่มีการบังคับคดี หรือไม่มีสินสมรสที่จำเลยจะได้รับ สมเกียรติ เจริญสวรรค์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42018
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064165"
    }
}
date
2544
deka_no
5229/2544
deka_running_no
5229
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 853"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2477",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย เสริมสุข นะรา โดยนาง สุขสราญ นะรา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง สมาน เหมศิริ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,260,250 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,835,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุขสราญ นะรา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,810,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นโมฆะหรือไม่ รายละเอียดในสัญญาเอกสารหมาย จ.11 ระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของยอดทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท โดยชำระค่าทนายความเมื่อบังคับคดีได้ กรณีบังคับคดีได้เพียงบางส่วนก็คิดค่าทนายความบางส่วนที่บังคับคดีได้ และถ้าคดีมีการยอมความกันคิดค่าทนายความร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะคิดค่าจ้างว่าความโดยแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นการพนันขันต่อนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477 มาตรา 12(2) ระบุห้ามไม่ให้ทนายความว่าต่างแก้ต่างโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ และตามพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2508 ที่มิได้บัญญัติห้ามข้อนี้ไว้โดยตรง แต่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคหนึ่งว่า ทนายความต้องปฏิบัติให้ต้องตามมรรยาททนายความตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด การกำหนดมรรยาททนายความให้เนติบัณฑิตยสภาตราเป็นข้อบังคับและประกาศในราชกิจจานุเบกษาและวรรคสองว่า ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนข้อความที่เนติบัณฑิตยสภาตราขึ้นตามวรรคก่อนทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ และพระราชบัญญัติทนายความฉบับดังกล่าว มาตรา 41 บัญญัติว่าในระหว่างที่เนติบัณฑิตยสภายังมิได้ตราข้อบังคับขึ้นตามมาตรา 17 ให้ถือว่าความในมาตรา 12(1)(2)(3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477 และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรรยาททนายความ... เป็นเสมือนข้อบังคับที่เนติบัณฑิตยสภาได้ตราขึ้นตามมาตา 17 ก็ตามแต่ต่อมามีพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2529 ที่คณะกรรมการสภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกใช้บังคับโดยมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความดังเช่นพระราชบัญญัติทนายความสองฉบับแรกแต่อย่างใด ฉะนั้น สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ. 11 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2534 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายปัญหาว่าข้อกำหนดตามสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 15721/2535 ของศาลแพ่ง ตามสำเนาเอกสารหมายจ.1 ทุนทรัพย์พิพาทในคดีจำนวน 20,694,520 บาท แต่โจทก์คิดค่าทนายความเพียงร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ 17,188,356 บาท และลดส่วนลงหากบังคับคดีได้เพียงบางส่วน หรือมีการประนีประนอมยอมความกัน เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณค่าทนายความระหว่างโจทก์จำเลยหาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11จึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 จึงไม่เป็นโมฆะ ปัญหาประการต่อมาว่าสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นการพนันขันต่อหรือไม่นั้น เห็นว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า การพนัน หมายความว่า การเล่นเอาเงินหรือสิ่งอื่นด้วยการเสี่ยงโชคหรือฝีมือส่วนคำว่า ขันต่อหมายความว่าการต่อรองซึ่งได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะ สัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.11ไม่มีข้อใดที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคและไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะกันระหว่างโจทก์จำเลยแต่เป็นสัญญาจ้างทำของที่โจทก์ต้องลงแรงว่าต่างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกความจึงหาใช่เป็นการพนันขันต่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 853 ไม่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์เป็นทนายความฟ้องนายเริ่มรัฐ จิตรภักดี กับนายคะเน็ต ผดุงชีวิต ตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลแพ่งพิพากษาตามยอมตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวผิดสัญญา โจทก์ในฐานะทนายความได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ดำเนินการบังคับคดีตามเอกสารหมาย จ.10 เดือนมิถุนายน 2537 จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้นำเงินมาวางชำระที่ศาลแพ่งแล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.10 โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้วางเงินชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกจำเลยฟ้องคดีอาญา ฐานโกงเจ้าหนี้โดยการว่าจ้างทนายความคนอื่น หรือเพราะการบังคับคดียึดทรัพย์ก็ตามถือว่ามีการบังคับคดีและจำเลยได้รับชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะหรือไม่ ขอให้เปรียบเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2543(ประชุมใหญ่) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมแก่คู่ความดุจเป็นเจ้าหน้าที่ของศาล ทนายความไม่พึงทำสัญญากับลูกความในลักษณะที่ตนเองมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยส่วนที่ตกลงให้สินจ้างกันอีกร้อยละ 5ของทุนทรัพย์สินสมรสที่จำเลยจะได้รับ เป็นข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียในทางการเงินโดยตรงในผลของคดี ไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพของทนายความ ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงเป็นโมฆะ ส่วนข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ซึ่งออกตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ซึ่งมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอย่างพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2477 และ พ.ศ. 2508 มีผลเพียงว่าสัญญาลักษณะนี้ไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเท่านั้น มีข้อพิจารณาว่า สัญญาจ้างว่าความทั้งสองคดีต่างมีข้อตกลงให้คิดค่าทนายความจากจำนวนทุนทรัพย์ในคดีโดยตรงและให้ชำระค่าจ้างจากเงินที่ตัวความจะได้รับถึงข้อความในสัญญาระบุว่า "คิดค่าทนายความร้อยละ 20 ของทุนทรัพย์ ...โดยชำระเมื่อบังคับคดีได้...ถ้ายอมความคิดร้อยละ 10 ของยอดเงินที่ยอมความ" หรือ "ค่าทนายความอีกร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์สินสมรสที่จำเลยจะได้รับ" เพียงแต่มีข้อแตกต่างตรงที่คดีที่หมายเหตุระบุจำนวนเงินทุนทรัพย์ไว้เพียง 17,188,356 บาท กับมีเงื่อนไขลดค่าจ้างลงเหมือนว่าค่าทนายความมิใช่เป็นเงินโดยตรงในผลของคดี แต่หากมองให้ลึกจะเห็นเจตนาแอบแฝงเอาเงินในคดีที่ตัวความจะได้รับเหมือนกัน เพราะหากคดีแพ้ก็ไม่มีการบังคับคดี หรือไม่มีสินสมรสที่จำเลยจะได้รับ สมเกียรติ เจริญสวรรค์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001110.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544