ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2551
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
โจทก์
บริษัท รุ่งเจริญอุตสาหกรรม (1994) จำกัด
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 291, มาตรา 292, มาตรา 349, มาตรา 850
เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ร. ผู้สลักหลังย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ร. ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัท ร. และจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ทำกับบริษัท ร. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสิ้นไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 292 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาท่าพระ นำเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาร้อยเอ็ด รวม 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,048,550 บาท ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดกับโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คทั้งหกฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,116,941.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,048,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยได้ขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก จึงเป็นเช็คที่ห้ามมิให้เปลี่ยนมือ นอกจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คฉบับจำนวนเงิน 233,275 บาท แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด แล้ว ส่วนที่เหลืออีก 5 ฉบับ จำเลยได้ออกเช็คฉบับใหม่มอบให้แก่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไปแล้ว โจทก์กลับสมคบกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับมาฟ้องจำเลยให้รับผิดทั้งที่โจทก์ไม่อาจมีสิทธิดีไปกว่าบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,116,941.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,048,550 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ตามฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คพิพาทจำนวน 6 ฉบับ ได้อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด นำเช็คพิพาทไปขายลดแก่โจทก์โดยลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คมอบให้แก่โจทก์โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้สลักหลังจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 และมาตรา 967 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 989 ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต่อโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้สลักหลัง ย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อีกประการหนึ่งโจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับ ย่อมหมดสิ้นไปด้วย ทั้งนี้เพราะสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า บริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และจำเลยจะต้องผูกพันในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์อยู่จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำเลยจึงยังคงต้องผูกพันตามภาระหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นในฐานะผู้สั่งจ่ายจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่ง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แม้จะบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงก็ตาม เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามมูลหนี้เดิมที่ลูกหนี้ทุกคนต้องร่วมรับผิด แต่สำหรับคดีนี้มูลหนี้เดิมตามเช็คพิพาทได้ระงับสิ้นไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ทำกับบริษัทรุ่งเพชรเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่นในมูลหนี้เดียวกันย่อมระงับสิ้นไปด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(มานัส เหลืองประเสริฐ-เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีนี้บริษัท ร. นำเช็คซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาทำสัญญาขายลดกับโจทก์ โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์กับบริษัท ร. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยบริษัท ร. ยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลย ขอให้ชำระเงินตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 ลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้ได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง มาตรา 292 ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งชำระหนี้ย่อมได้ประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วย วิธีเดียวกันนี้ให้บังคับใช้แก่การใดๆ อันพึงกระทำแทนชำระหนี้และการหักกลบลบหนี้ด้วยมาตรา 293 การปลดหนี้ให้กับลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่นๆ และมาตรา 295 ข้อเท็จจริงอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 292 ถึง 294 นั้น เมื่อเป็นเรื่องท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงกรณีที่ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่กับเจ้าหนี้ว่าจะมีผลเฉพาะให้มูลหนี้เดิมระหว่างลูกหนี้ร่วมคนนั้นกับเจ้าหนี้ระงับ หากเจ้าหนี้ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่นชำระหนี้ในมูลหนี้เดิมได้ หรือลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่กับเจ้าหนี้ทำให้มูลหนี้เดิมระหว่างลูกหนี้ร่วมคนอื่นกับเจ้าหนี้ระงับไปด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ร. ย่อมทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คได้ระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอันถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องต่อจำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทย่อมหมดสิ้นไปด้วย คำวินิจฉัยของศาลฎีกาตรงกับความเห็นของศาสตราจารย์พิเศษโสภณ รัตนากร เขียนในคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้ (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นิติบรรณาการ) ว่า มีข้อน่าสังเกตว่า มาตรา 292 มิได้กล่าวถึงเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ด้วย ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้หนี้ระงับไปเช่นเดียวกับหักกลบลบหนี้และปลดหนี้เช่นกัน แต่การแปลงหนี้ใหม่น่าจะถือว่ารวมอยู่ในความหมายของคำว่า "ลูกหนี้รับภาระเป็นหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นใหม่ต่อเจ้าหนี้" ตามมาตรา 231 วรรคสอง ซึ่งเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าหนี้ตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่กับลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งแล้วผลก็ย่อมมีถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นๆ ด้วย กล่าวคือ เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้เดิมไม่ได้ เจ้าหนี้ได้แต่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้คู่สัญญาแปลงหนี้ใหม่ชำระหนี้ตามที่เกิดขึ้นใหม่เท่านั้น แต่จะบังคับถึงลูกหนี้อื่นที่มิใช่คู่สัญญาด้วยหาได้ไม่... แต่ก็มีความเห็นว่าแปลงหนี้ใหม่ไม่ใช่กิจการในมาตรา 292 เช่นกัน (อ้างถึงศาสตราจารย์จิตติ ติงศ์ภัทิย์ บันทึกท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3453/2529, "คำพิพากษาฎีกา" ประจำพุทธศักราช 2529, เนติบัณฑิตยสภา, หน้า 2062) กำพล ษมาคุณากร