ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4021/2551
นางจีราภรณ์ ประวีณานนท์
โจทก์
นางจรรยา เรียงมณีหรือเรียงมะณี
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำต้องให้การแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเนื่องจากจำเลยไม่เคยนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใดนับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 126,628 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 45,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความที่จะฟ้องร้องตามสัญญากู้ โดยข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องว่านับแต่กู้เงินถึงวันฟ้องจำเลยไม่เคยชำระหนี้ให้โจทก์ และสัญญากู้มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องเริ่มนับแต่วันทำสัญญากู้เงินเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องจึงเกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเนื่องจากจำเลยไม่เคยนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใดนับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาจำเลย
(ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-คำนวน เทียมสอาด)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำให้การนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท หลังจากนั้นก็จะเป็นการสืบพยานตามข้อพิพาทและพิพากษาคดี หากคำให้การไม่ถูกต้อง ไม่มีการให้การถึงในกรณีใดๆ หากมีการวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีการก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ได้บัญญัติเกี่ยวกับคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ต้องเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งว่าให้การว่าอย่างไร ปฏิเสธหรือยอมรับ และต้องชัดแจ้งเกี่ยวกับเหตุแห่งการอ้างนั้นด้วย ซึ่งคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งนั้นก็คือคำให้การที่ไม่แน่นอน ไม่ชี้ชัดไปในทางใดทางหนึ่งซึ่งจะมีผลว่าเป็นการยอมรับ ไม่ใช่ปฏิเสธ ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท แต่ถ้าหากมีความชัดแจ้งในเรื่องที่ปฏิเสธแต่ไม่ชัดแจ้งเกี่ยวกับเหตุผลที่สนับสนุน ก็ถือได้ว่าเกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้น เช่น ปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืม แต่ไม่ได้อ้างเหตุว่าไม่ได้กู้เพราะเหตุใด โจทก์ยังต้องนำสืบพิสูจน์ตามประเด็นข้อพิพาท แต่จำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบแก้เพราะไม่ได้อ้างเหตุไว้ สำหรับกรณีของข้อต่อสู้ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น มีปัญหาว่าจะเทียบได้ดังกรณีอื่นๆ หรือไม่ว่า เพียงอ้างว่าคดีไม่ขาดอายุความ โดยไม่อ้างเหตุผลรายละเอียดก็น่าจะเพียงพอกับการก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทแล้ว เพียงแต่จำเลยไม่มีสิทธินำสืบเพราะไม่ได้อ้างเหตุไว้เท่านั้น จะใกล้เคียงกับกรณีอ้างว่าไม่ได้กู้หรือไม่ ซึ่งแนววินิจฉัยของศาลฎีกาตลอดจนคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ก็วินิจฉัยยืนยันมาโดยตลอดว่าต้องมีการกล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย หากไม่ระบุให้ชัดแจ้งก็มีผลทำให้ไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะมีลักษณะของการให้การต่อสู้คดีว่าคดีไม่ขาดอายุความนั้น น่าจะมีความชัดเจนอยู่ในตัวว่าต้องกล่าวถึงทั้งข้ออ้างและเหตุเพื่อให้เป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง จึงต้องระบุว่าขาดอายุความอย่างไร เพราะเหตุใด นับอายุความจากเมื่อใดถึงเมื่อใด ซึ่งน่าจะเป็นลักษณะเฉพาะของเรื่องอายุความ เมื่อไม่กล่าวถึงก็มีผลถึงขนาดไม่เกิดประเด็นข้อพิพาท เพราะไม่มีการต่อสู้เรื่องอายุความไว้ เทียบเท่าเหมือนกรณีต่อสู้เรื่องการมอบอำนาจว่าได้รับมอบอำนาจมาหรือไม่ เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ไม่รับรองไม่ยืนยัน ทำนองนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 638/2537 จำเลยให้การว่า บิดาโจทก์และจำเลยยืมเงินจำเลยไปใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ต่อมาไม่มีเงินที่จะใช้คืนแก่จำเลยจึงตกลงเอาที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ จำเลยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยตั้งแต่ปี 2520 และได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจึงได้สิทธิครอบครองและคดีของโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องตามกฎหมาย คำให้การดังกล่าวของจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความเรื่องอะไรและเพราะเหตุใด เป็นคำให้การที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องคดีของโจทก์ขาดอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคแรก อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่รูปเรื่องมีความชัดเจนอยู่ในตัว เห็นได้ชัดว่าเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง เช่น กรณีฟ้องในเรื่องใด ประเด็นใดชัดเจนอยู่แล้วเพียงเรื่องเดียว การให้การเพียงว่าคดีขาดอายุความ ศาลฎีกาก็เคยวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การโดยชัดแจ้งแล้ว กรณีจึงเป็นลักษณะเฉพาะทางแต่ละกรณีเป็นหลัก คือ สามารถเข้าใจได้เลยว่าเป็นการปฏิเสธอย่างชัดแจ้งในจุดนั้น ๆ ไม่มีประเด็นอื่นใด ข้อใดอีก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4126/2535 โจทก์ฟ้องจำเลยเพียงเรื่องเดียวว่าจำเลยผิดสัญญาไม่จ่ายเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปคืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ชัดแจ้งว่าหนี้ตามฟ้องทั้งหมดขาดอายุความแล้ว คำให้การของจำเลยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3784/2534 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าแล้วไม่ชำระราคา จำเลยให้การว่าไม่เคยซื้อสินค้าและรับสินค้าจากโจทก์ คดีขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าคำให้การจำเลยเรื่องอายุความไม่ชัดแจ้งจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลจะวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีนั้นมี 2 ข้อ คือ ประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นคำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ส่วนคำให้การจำเลยนั้นให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามมาตรา 177 วรรคสอง แต่ประเด็นข้อกฎหมายนั้น คู่ความเพียงแต่ยกขึ้นอ้างเป็นที่เข้าใจในข้อหาใดเรื่องใดก็เป็นการเพียงพอแล้ว เพราะข้อกฎหมายศาลรู้เอง แต่ถ้าข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายนั้นยังไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งจึงจะเป็นประเด็นที่ฝ่ายตนจะมีสิทธินำสืบต่อไปได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาซื้อขายข้อหาเดียว จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเป็นคำให้การโดยชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขายทั้งหมดขาดอายุความแล้ว คำให้การจำเลยชอบด้วย ป.วิ.พ. 177 วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5357/2538 โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของเพียงข้อหาเดียว จำเลยที่ 2 ให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เป็นคำให้การชัดแจ้งว่าข้อเท็จจริงเรื่องจ้างทำของทั้งหมดขาดอายุความแล้ว คำให้การจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คำให้การเรื่องอายุความที่ชัดแจ้งนั้น ไม่ต้องถึงขั้นต้องระบุความอายุความเริ่มนับเมื่อไร เนื่องเป็นรายละเอียด สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2538) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9771/2538 จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะเกิน 1 ปี ถือได้ว่าแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความแล้ว แม้ว่าจะมีการยกอายุความขึ้นต่อสู้และให้การชัดแจ้งเกี่ยวกับเหตุผลประกอบข้ออ้างและเกิดเป็นประเด็นขึ้นแล้ว การวินิจฉัยก็ด้วยวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทตามเหตุผลที่ยกขึ้นอ้างเท่านั้นว่าขาดอายุความเพราะเหตุใด เป็นอายุความเรื่องใด จะวินิจฉัยว่าขาดอายุความเพราะเรื่องอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นอ้างไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าจะอ้างว่าขาดอายุความลอยๆ โดยไม่อ้างเหตุไม่ได้ ถือว่าไม่ชัดแจ้ง หากศาลวินิจฉัยให้ก็เป็นวินิจฉัยนอกคำให้การ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6555/2539 จำเลยให้การโดยชัดแจ้งว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายเกี่ยวกับการฝากทรัพย์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 ดังนั้น คดีจึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 671 หรือไม่เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยผู้รับจ้างภายในกำหนด 1 ปี คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 601 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยทั้งสาม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สุพิศ ปราณีตพลกรัง