คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6856/2544 ฉบับเต็ม

#42049
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6856/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ธวัชชัย สุขจิตต์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 15, มาตรา 66 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13, มาตรา 89 โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางไปจำหน่ายหรือไปขาย นอกจากนั้นตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1ก็ได้ความว่าเพื่อน ๆ ร่วมกันมอบเงินให้จำเลยไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์เพื่อนำไปเสพด้วยกันที่งานแต่งงานเพื่อนคนหนึ่งหาใช่จำเลยจำหน่าย จ่าย แจก หรือขายให้เพื่อนไม่พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ริบของกลางและริบเอ็น เอทิล เอ็มดีเอ ของกลาง ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7660/2539 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปีฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายจำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 14 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 9 ปี 4 เดือน ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7660/2539หมายเลขแดงที่ 5005/2541 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษ ริบของกลาง และริบเอ็น เอทิลเอ็มดีเอ ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ และจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ของกลางเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจชูชาติ เก่งจันทร์วรกุล และจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ ผลละออ เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าวันเกิดเหตุพยานทั้งสองเฝ้าสังเกตการณ์ที่หน้าธนาเพลสคอนโดมิเนียมตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาจอดที่หน้าธนาเพลสคอนโดมิเนียม โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วย จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องเลขที่ 64/1 ธนาเพลสคอนโดมิเนียมและเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งสองสักครู่หนึ่งผู้ชายคนนั้นก็ออกจากรถเดินกลับเข้าห้องพร้อมกับนับเงินไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งสองขับรถออกไป พยานทั้งสองขับรถตามจำเลยทั้งสองไปจนถึงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ก็เข้าสกัดจับจำเลยทั้งสองพร้อมกับตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางในรถชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองก็ล้วนแต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ได้นอนหลับดังที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 1ไปซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางด้วยกัน เพื่อจะนำไปเสพในงานแต่งงานของเพื่อน แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาหว่านล้อมก็เป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะจำเลยที่ 2 มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและอยู่ในกรุงเทพมหานคร ย่อมจะต้องรับทราบจากสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ ที่รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้โทษว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยเฉพาะผู้จำหน่ายจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาหว่านล้อม การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ เมื่อซื้อได้แล้วก็ร่วมกันนำไปเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.85 กรัมเกินปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือไม่โจทก์มีพันตำรวจโทชาตรี ไพศาลศิลป์ ร้อยตำรวจโทไพรวัน ทัพวงศ์นายดาบตำรวจชูชาติ เก่งจันทร์วรกุล และจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ ผลละออเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจับจำเลยทั้งสองพร้อมยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางแล้ว ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ไปให้เพื่อน ๆ เสพในงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดชุมพรนั้น เห็นว่า ข้อความที่พยานโจทก์เบิกความในเรื่องที่ว่าจำเลยทั้งสองให้การอย่างไรเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังน้อยทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางไปจำหน่ายหรือไปขาย นอกจากนั้นตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1เอกสารหมาย จ.5 ก็ได้ความว่าเพื่อน ๆ ร่วมกันมอบเงินให้จำเลยทั้งสองไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์เพื่อนำไปเสพด้วยกันที่งานแต่งงานเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดชุมพร หาใช่จำเลยทั้งสองจำหน่าย จ่าย แจก หรือขายให้เพื่อนไม่ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์และฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ-สุรพล เจียมจูไร-ประชา ประสงค์จรรยา) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
42049
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062125"
    }
}
date
2544
deka_no
6856/2544
deka_running_no
6856
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "ประชา ประสงค์จรรยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 66"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 13",
            "ม. 89"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธวัชชัย สุขจิตต์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ริบของกลางและริบเอ็น เอทิล เอ็มดีเอ ของกลาง ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7660/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปีฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายจำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 14 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 9 ปี 4 เดือน ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7660/2539หมายเลขแดงที่ 5005/2541 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษ ริบของกลาง และริบเอ็น เอทิลเอ็มดีเอ ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ของกลางเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจชูชาติ เก่งจันทร์วรกุล และจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ ผลละออ เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าวันเกิดเหตุพยานทั้งสองเฝ้าสังเกตการณ์ที่หน้าธนาเพลสคอนโดมิเนียมตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาจอดที่หน้าธนาเพลสคอนโดมิเนียม โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วย จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องเลขที่ 64/1 ธนาเพลสคอนโดมิเนียมและเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งสองสักครู่หนึ่งผู้ชายคนนั้นก็ออกจากรถเดินกลับเข้าห้องพร้อมกับนับเงินไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งสองขับรถออกไป พยานทั้งสองขับรถตามจำเลยทั้งสองไปจนถึงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ก็เข้าสกัดจับจำเลยทั้งสองพร้อมกับตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางในรถชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองก็ล้วนแต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ได้นอนหลับดังที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 1ไปซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางด้วยกัน เพื่อจะนำไปเสพในงานแต่งงานของเพื่อน แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาหว่านล้อมก็เป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะจำเลยที่ 2 มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและอยู่ในกรุงเทพมหานคร ย่อมจะต้องรับทราบจากสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ ที่รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้โทษว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยเฉพาะผู้จำหน่ายจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาหว่านล้อม การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ เมื่อซื้อได้แล้วก็ร่วมกันนำไปเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.85 กรัมเกินปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือไม่โจทก์มีพันตำรวจโทชาตรี ไพศาลศิลป์ ร้อยตำรวจโทไพรวัน ทัพวงศ์นายดาบตำรวจชูชาติ เก่งจันทร์วรกุล และจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ ผลละออเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจับจำเลยทั้งสองพร้อมยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางแล้ว ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ไปให้เพื่อน ๆ เสพในงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดชุมพรนั้น เห็นว่า ข้อความที่พยานโจทก์เบิกความในเรื่องที่ว่าจำเลยทั้งสองให้การอย่างไรเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังน้อยทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางไปจำหน่ายหรือไปขาย นอกจากนั้นตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1เอกสารหมาย จ.5 ก็ได้ความว่าเพื่อน ๆ ร่วมกันมอบเงินให้จำเลยทั้งสองไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์เพื่อนำไปเสพด้วยกันที่งานแต่งงานเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดชุมพร หาใช่จำเลยทั้งสองจำหน่าย จ่าย แจก หรือขายให้เพื่อนไม่ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์และฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001092.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544